เล่าหนังสือ เลยขอให้ไต้ซือช่วยคิดคำที่คล้ายๆ กับอมิตาพุทธของพุทธศาสนาให้ ไต้ซือจนปัญญา เขาเป็นคนกลางจะคิดคำเรียกให้ลัทธิเต๋าได้อย่างไร? แต่พอคิดๆ ดูแล้ว การเล่าหนังสือเป็นศิลปะของทางโลก ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวลัทธิเต๋า จึงบอกไปว่า ‘เทพลัทธิเต๋าเรียกว่าพระผู้เป็นเจ้า’ นักเล่าหนังสือมีความรู้ส่วนหนึ่งจึงเข้าใจ เลยเกิดคำว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าหาที่สุดมิได้’ (อู๋เลี่ยงเทียนจุน) ขึ้นมา”
พอถึงยุคเก้าศูนย์ นักพรตเต๋าผู้มีบารมีในลัทธิเต๋าบางส่วนตัดขาดจากโลกภายนอก และมีกระแสสังคมใหม่เข้ามา นักพรตเต๋าที่เกิดใหม่แสวงหากระแสสังคม เลยมีคนเริ่มใช้คำว่าพระผู้เป็นเจ้าหาที่สุดมิได้ เริ่มแพร่หลายออกไปทีละน้อย ทุกคนใช้คำว่าพระผู้เป็นเจ้าหาที่สุดมิได้กันอย่างแพร่หลาย ระหว่างนักพรตเต๋า เวลารวมตัวกันจะพูดแบบนี้ ต่อมาก็กลายเป็นคำเรียกที่ทุกคนยอมรับโดยนัย ต่อมาอีกคำเรียกนี้ก็ไปถึงทางใต้…
ก่อนหน้านี้คนจำนวนหนึ่งอย่างเช่นอาตมาไม่รู้ถึงสาเหตุเหล่านี้ เพียงแต่พูดตามกันมามั่วๆ ตอนนี้เข้าใจแล้วย่อมไม่ใช้อีก
ลัทธิเต๋าพวกเรามักจะใช้คำว่า ‘สูงสุด’ ‘ถึงที่สุด’ ‘หาที่สุดมิได้’ แสดงถึงความสูงส่งและสูงศักดิ์
ทัศนาหาที่สุดมิได้เป็นคำพูดอวยพร