อิงจื่อพูดเช่นกันว่า “จริงๆ เลย ถึงเสียงกลองจะทำให้รู้สึกร้อนใจ แต่พอเสียงระฆังดัง ความร้อนใจทั้งหมดหายไป เหมือนกับ…เหมือนกับ…”
“เหมือนกับขี้ก้อนหนึ่งโดนอุดไว้ ขี้ไม่ออก เสียงกลองนั่นเหมือนกับเปิดออก พรวดเดียวก็หลุดออกมาทั้งหมด เสียงระฆังก็คือกระดาษเช็ดก้น ถ่ายเสร็จแล้วก็เช็ดๆ สบายสุดๆ” จางจื่อ สอดปากพูด
‘เอี๊ยด!’ เสียงเบรกรถแสบหูดังขึ้น รถตู้พลันจอดที่ข้างทาง
“ลุงต๋า บ้ารึเปล่า? เบรกรถกะทันหันถึงตายเลยนะ!” จางจื่อร้องโวย
“ก็เบรกรถให้แกตายน่ะสิ เอาแกไว้มีประโยชน์อะไร? ลงรถ!” ลุงต๋าพูด
“หา…หา? ลงรถ? ยังไม่ถึงที่หมายเลยนี่” จางจื่อถาม
“ยินดีด้วย แกทำฉันอยากจะอ้วก ถึงคำพูดจะไม่ธรรมดา แต่แกพูดแบบนี้ไม่ใช่ปัญหาว่าธรรมดาหรือไม่ธรรมดา แต่มีปัญหาตรงอยากจะอ้วก! ลงรถ!” ลุงต๋ากระดกคิ้ว
“ไม่ใช่…ผมแค่เปรียบเทียบ” จางจื่อพูดอย่างคับอกคับใจ
“คิกๆ จางจื่อ นายยังไม่รู้จักนิสัยของลุงต๋าอีกเหรอ? พูดคำไหนคำนั้น ให้นายลงรถนายก็ลงเถอะ ฮ่าๆ…” อิงจื่อหัวเราะเสียงดัง
จางจื่อมองลุงต๋าด้วยความน้อยใจราวกับแมวน้อย แต่แลกกลับมาเป็นแววตาแน่วแน่ สุดท้ายจึงต้องลงรถอย่างว่าง่าย
ต่อมารถแล่นไป จางจื่อยืนบนทางม้าลายด้วยคว