์ แต่ก็ไม่สนใจการล่าสัตว์ ทว่ากฎธรรมชาติมีวิถีของมัน ทุกสิ่งในโลกคือคุณกินฉันฉันกินเขา เป็นสมดุลอย่างหนึ่ง การที่สมดุลใดๆ ถูกทำลายล้วนไม่ใช่เรื่องดี ในมุมมองของฟางเจิ้งการฆ่าหรือกินเพื่ออยู่รอดไม่ถือว่าเป็นการทำบาป ส่วนพระพุทธจะมองอย่างไรเขาไม่รู้ เขาแค่ทำตามความคิดตัวเองก็เท่านั้น
ถ้าไม่ได้ทำเพื่ออยู่รอด แต่ล่าสัตว์อย่างบ้าคลั่งแบบไม่เหลือให้ผู้อื่น ฝลาญทำลายล้างโดยไม่มีขีดจำกัดใดๆ นี่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง โลกนี้มีสีสันก็เพราะคน แต่ถ้าเหลือเพียงคน ก็จะเหลือแต่ความสิ้นหวังเท่านั้น นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฟางเจิ้งอยากเห็น
ฉะนั้นฟางเจิ้งย่อมไม่เกรงใจหลินจื้อเฉิง
ฟางเจิ้งกำลังรอ เซี่ยเหมิ่งก็กำลังรอเช่นกัน เขารอฟางเจิ้งตื่นมาแล้วจะถามไถ่สถานการณ์ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะต้องหาหลินจื้อเฉิงให้เจอ นี่คือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบของเขา
แต่ว่ามีคนรอจนทนไม่ไหวแล้ว หลินเหล่ยเดินไปเดินมา เอ่ยด้วยความรำคาญว่า “นี่จะต้องรอไปจนถึงเมื่อไร”
หลินอิ๋งพูดเสียงเบา “ฉันเคยอ่านในหนังสือ ไต้ซือบางท่านเข้าฌานหลายวันได้ ได้ยินว่าพระโพธิธรรมในตอนแรกก็นั่งฌานเก้าปี ถึงขนาดว่าบนหินสะท้อนเงาของเขาออกมาเลย”
“อะไรนะ?” หลินเหล่ยตกใจส