คือกวนผิงที่มาเมื่อหลายวันก่อน เพียงแต่วันนี้กวนผิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ครั้งก่อนเรียกได้ว่าเหมาะสม ครั้งนี้แต่งตัวสวย! ต่อให้ฟางเจิ้งไม่เข้าใจเสื้อผ้า แต่ก็มองออกว่าเสื้อผ้าตัวนี้ถักขึ้นทีละเข็ม ทุกรอยจีบมีความประณีตหลายส่วน พอๆ กับเสื้อผ้าของหลี่เสวี่ยอิง เห็นได้ว่าไม่ใช่ของถูก
พอเห็นแววตาต่างไปจากเดิมของฟางเจิ้ง นัยน์ตากวนผิงมีความเจ็บปวดวูบผ่าน พูดเบาๆ ว่า “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ออกไปคุยกันข้างนอกได้ไหมคะ?”
ฟางเจิ้งพยักหน้า เดินออกจากอุโบสถไปกับกวนผิง มาอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ยังคงเป็นตำแหน่งเดิม ยังคงเป็นสองคน ยังเป็นเป็นเณรฟางเจิ้ง เพียงแต่ผู้หญิงตรงหน้าเหมือนจะเปลี่ยนไปมาก
“อุบาสิกา ครั้งนี้จะเล่าเรื่องครั้งก่อนที่ยังเล่าให้อาตมาฟังไม่จบหรือ?” ฟางเจิ้งถาม
กวนผิงพยักหน้า “ค่ะ หลวงพี่ฟางเจิ้ง ตอนนี้ฉันสับสนหนักขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
ฟางเจิ้งถามกลับ “ทำไมสีกาถึงสับสน?”
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านว่าคนคนหนึ่งมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกันแน่คะ?” กวนผิงถาม
ฟางเจิ้งถามกลับ “แล้วสีกามีชีวิตเพื่ออะไรล่ะ?”
กวนผิงส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนเด็กพ่อแม่บอกฉันว่าคนเรามีชีวิตเพื่อลมหายใจ ฉันเลยตั้งใจเรียนสุดชีวิต พยายามสุดความสามารถ ได้ทุนการเรียนต่างๆ สุดท้ายก็โดดเด่นเหนือกว่านักเรียนคนอื่นๆ กลายเป็นนักแสดง” เห็นฟางเจิ้งไม่โต้ตอบ กวนผิงจึงอดไม่ไหวพูดเสริมไปว่า “ที่มีชื่อเสียงอยู่บ้าง”
แต่ฟางเจิ้งยังคงสีหน้าดังเดิม