“เจ้าหมาป่าเดียวดาย นายรู้ไหมว่าโต๊ะนี่มีค่ากับพวกเราแค่ไหน?” ฟางเจิ้งมองโต๊ะที่ขาหักไปข้างหนึ่งพลางกัดฟันพูดด้วยความโกรธ
“เจ้าอาวาส ฉันไม่ได้ตั้งใจ…” หมาป่าเดียวดายก้มหน้าลง ทำท่าทางเหมือนเด็กทำความผิด
ลิงกอดไม้กวาดอยู่ข้างๆ พูดขึ้นด้วยความสุขที่เห็นคนอื่นทุกข์ “เจ้าอาวาส ฉันเป็นพยานได้ว่าเจ้านี่กัดขาโต๊ะลับฟันจนขาโต๊ะหัก…”
หมาป่าเดียวดายพลันถลึงตามองลิง ลิงเชิดหน้าขึ้น ทำทีว่าไม่ได้พูดอะไร
ฟางเจิ้งมองหมาป่าเดียวดายอีกครั้ง มันไม่กล้าออกเสียงแล้ว
ฟางเจิ้งเงียบเช่นกัน เขากำลังตรึกตรองถึงปัญหาว่าโต๊ะพังแล้วจากนี้จะกินข้าวอย่างไร วันเวลาที่ได้มีโต๊ะกินข้าวเป็นของตัวเองอย่างมีความสุขหายไปแล้ว หรือว่าจะต้องถือชาม นั่งยองตรงมุมกำแพงกินข้าว?
ฟางเจิ้งไม่พูด หมาป่าเดียวดายรู้สึกถึงแรงกดดันดั่งภูเขาใหญ่ คิดว่าฟางเจิ้งกำลังคิดหาวิธีจัดการมัน จึงถามเสียงอ่อย “เจ้าอาวาส เอ่อ…จะทำยังไงดี?”
ฟางเจิ้งชำเลืองตามองหมาป่าเดียวดายแวบหนึ่งแล้วตอบด้วยความจนปัญญาเล็กน้อย “ถ้านายสบายดีฟ้าคงแจ่มใส”
“แล้วถ้าไม่สบายดีล่ะ?” หมาป่าเดียวดายถาม
…………………..