่าแต่ตั้งแต่เขาสืบทอดวัดเอกดรรชนีมาเลย ต่อให้ตั้งแต่ที่จำความได้ก็ไม่เคยมีใครมาวัดแล้วติดเงิน!
ฟางเจิ้งถามด้วยความไม่เข้าใจ “ประสก หมายความว่ายังไง?”
หลิ่วเทาหน้าแดงกว่าเดิม “คือ…คือ…เฮ้อ ไต้ซือรอเดี๋ยว เดี๋ยวผมกลับมา”
พูดจบหลิ่วเทาวิ่งไปข้างนอก แต่วิ่งไปได้สองก้าวก็กลับมาอีก หยิบมือถือเก่าๆ วางไว้หน้าประตู “ไต้ซือ ผมวางมือถือไว้นี่ก่อนนะ เดี๋ยวจะมาเอา”
พูดจบหลิ่วเทาก็วิ่งไป
ฟางเจิ้งทำหน้างง นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ผ่านไปพักใหญ่ฟางเจิ้งถึงรู้ตัว มองธูปชั้นดีในอุโบสถ ก่อนมองเงินสิบหยวนที่วางไว้ในกล่องบริจาคอย่างเดียวดาย พลันยิ้มด้วยความจำใจ “ระบบ นี่…ติดเงินได้ด้วยเหรอ?”
“ติ๊ง เงินมีราคา ใจบุญ จริงใจไม่มีราคา นายว่าไงล่ะ?” ระบบตอบ
ฟางเจิ้งยิ้ม “ให้หรือไม่ให้ก็ได้ทั้งนั้น แล้วทำไมนายถึงไม่ให้ธูปชั้นดีฟรีให้หมดเลยล่ะ?”
“คัมภีร์ไม่เผยแพร่กันง่ายๆ ใจบุญก็จะให้ใครไม่ได้ง่ายๆ ให้มากไปก็ไร้มูลค่า” ระบบตอบ
ฟางเจิ้งเหมือนจะเข้าใจ เขาเคยอ่านข่าวในอินเทอร์เน็ตมาเรื่องหนึ่ง สองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเด็ก คนหนึ่งขยันมาก อีกคนกินเก่งแต่ขี้เกียจ คนขี้เกียจไม่ยอมไปทำงาน คนขยันมักจะไปช่วยเขาทำงานบ้าน ทำอาหาร ตอนแรกคนขี้เกียจซาบซึ้งใจมาก มองอีกฝ่ายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของตน ทว่าดูแลมาเจ็ดแปดปีจนคนขี้เกียจเคยตัว…ต่อมามีวันหนึ่งคนขยันไม่ได้มาบ้านคนขี้เกียจสองวัน คนขี้เกียจหิวจนกระวนกระวาย ไปตามหาคนขยัน