เหรอ?”
“ฉันหลิวไต้เฟินค่ะ นี่ลูกชาย หลี่เฮ่าเผิง” หลิวไต้เฟินตอบ
“พ่อเขาล่ะ?” ฟางเจิ้งถามโดยจิตใต้สำนึก
หลิวไต้เฟินได้ยินแบบนั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความหงอยเหงา…ตอบไปว่า “ไปแล้วเมื่อสามปีก่อนค่ะ”
ฟางเจิ้งประนมสองมือสวดบทหนึ่ง “อมิตาพุทธ สีการะงับความโศกเถอะ”
หลิวไต้เฟินส่ายหน้า “ผ่านมาหลายปีก็ชินแล้วค่ะ เจ้าอาวาส ท่านรักษาลูกคนนี้ได้จริงๆ ใช่ไหมคะ?”
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “อาตมาทำได้แค่สุดความสามารถ จะเปลี่ยนได้ไหมต้องดูที่เด็กคนนี้ และก็สีกา”
“ฉันเหรอคะ?” หลิวไต้เฟินงุนงง
ฟางเจิ้งพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไร จนเดินมาอยู่หน้าอุโบสถ ฟางเจิ้งเอ่ยกับหลี่เฮ่าเผิง “เข้าไปคุกเข่าไหว้พระเงียบๆ เถอะ”
หลิวไต้เฟินได้ยินเข้าก็อยากจะพูดบางอย่าง เธอรู้จักลูกตัวเองดี ถ้าหลี่เฮ่าเผิงชื่อฟังขนาดนั้นก็คงดี แต่สิ่งที่เธอตกใจคือหลี่เฮ่าเผิงเข้าไปจริงๆ คุกเข่าลงอย่างว่าง่าย เธอที่มองอยู่ตาค้างอ้าปากกว้าง แววตาที่มองฟางเจิ้งมีความเหลือเชื่อและเคารพเพิ่มมาหลายส่วน
ฟางเจิ้งให้หลิวไต้เฟินรอที่หน้าประตู ส่วนตนเข้าไปในอุโบสถ เคาะมู่อวี๋ สวดมนต์
ความจริงฟางเจิ้งแสร้งทำให้ดูลึกลับ เด็กเทียบไม่ได้กับผู้ใหญ่ ความฝันยามต้มข้างฟ่างต้องอาศัยพลังจิตวิญญาณของทุกคนอย่างมาก ถ้าอีกฝ่ายอ่อนแอมากหรือจิตใจเปราะบาง เขาฝืนเข้าฝันไปจะเป็นอันตรายมาก ดังนั้นจึงไม่คิดจะฝืนดึงหลี่เฮ่าเผิงเข้าฝันยามต้มข้าวฟ่าง
แต่เมื่อหลิวไต้เฟินวางใจแล้ว เขาจะ