ยความอยากรู้อยากเห็น “เจ้าอาวาส ทำไมทำหน้าจริงจังแบบนั้นล่ะ? อีกอย่างนะ วันเช็งเม้งคืออะไรเหรอ?”
ฟางเจิ้งตอบ “‘หลังจากฤดูใบไม้ผลิสี่สิบห้าวัน ช่วงหนึ่งในยี่สิบสี่สารทของจีน ก็คือวันเช็งเม้ง ทุกสรรพสิ่งจะขาวสะอาดและใสกระจ่าง อากาศบริสุทธิ์ทิวทัศน์สว่างไสว ทุกสรรพสิ่งเด่นชัดขึ้น จึงได้ชื่อเช็งเม้งมาเพราะเหตุนี้’ เมื่อเช็งเม้งมาถึง อุณหภูมิจะขึ้นสูง ใกล้ถึงเทศกาลใหญ่ของการเตรียมเพาะปลูกพอดี ดังนั้นจึงมีคำกล่าวไว้ว่า ‘ก่อนหลังเช็งเม้ง ปลูกแตงเพาะถั่ว’ นี่คือช่วงที่ผืนดินจะคืนชีพกลับมา…”
หมาป่าเดียวดายก็อยากรู้เหมือนกัน “ในเมื่อเป็นวันดี ทำไมนายถึงยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้ล่ะ?”
ฟางเจิ้งเอ่ย “วันเช็งเม้งนอกจากจะเป็นวันเทศกาลแล้ว ยังเป็นวันที่คนเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เซ่นไหว้ให้คนที่ตายไปแล้ว เซ่นไหว้คนตายจะให้ยิ้มแย้มรึไง ตั้งแต่เดินออกมาจากบ้านจะต้องรำลึกถึงบรรพบุรุษ ห้ามยิ้มหัวหรือด่าทอ ไม่อย่างนั้นถ้าบรรพบุรุษรู้เข้า จะคิดว่านายกำลังดีใจที่พวกเขาลาลับไปอยู่ไม่ใช่เหรอ นี่ไม่ใช่การแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษเข้าใจไหม?”
หมาป่าเดียวดายหน้าตึงทันที ทำท่าทางเคร่งขรึม กระรอกกดหน้าอ้วนๆ ลง เอาจริงเอาจังตามไปด้วย เจ้าลิงเลียนแบบฟางเจิ้ง จัดจีวรให้เรียบร้อยแล้วทำท่าทางอย่างผู้ใหญ่ มีกลิ่นอายของนักบวชอยู่บ้าง
เห็นเจ้าสามตัวนี้มีสติปัญญาขนาดนี้แล้ว ฟางเจิ้งก็ดีใจ พยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนพาสัตว์สามตัวเ