นที “หลวงพี่ฟางเจิ้ง มาบิณฑบาตเหรอ?”
ฟางเจิ้งสวดไปบทหนึ่ง “อมิตาพุทธ พรุ่งนี้เป็นวันเช็งเม้งแล้ว อาตมามาบิณฑบาต”
“อ๋อ เข้าใจแล้ว รอเดี๋ยวนะ ผมจะไปเอากระดาษเงินกระดาษทองมาให้” คนที่พูดนามว่าซุนเฉียนเฉิง ชื่อเขาดูมีอนาคตมาก แต่ตัวเขากลับอยู่ไปวันๆ ไม่สมกับความหมายชื่อ ทว่าเป็นคนที่เป็นมิตรมาก
“ขอบคุณมากโยม” ฟางเจิ้งรีบแสดงความเคารพ
ซุนเฉียนเฉิงหัวเราะเสียงดัง “เห็นท่านเกรงใจแบบนี้ ผมขนลุกขนพองไปหมดแล้วนะ” ซุนเฉียนเฉิงหัวเราะร่าพลางเดินกลับไปในลานบ้าน เข้าไปในบ้าน ไม่นานก็หยิบประทัดออกมากล่องหนึ่ง ธูปกำหนึ่ง และยังมีกระดาษเงินกระดาษทองปึกหนึ่งใส่ไว้ในถุงพลาสติกใหญ่ยื่นมาให้ ยิ้มเอ่ยว่า “ผมเตรียมไว้เมื่อสองวันก่อนน่ะ หลวงพี่ฟางเจิ้งดูหน่อยนะว่าพอไหม?”
ฟางเจิ้งแสดงความเคารพ “ขอบคุณโยมมาก อาตมาไม่ใช้ประทัด แค่ธูปกับกระดาษเงินกระดาษทองก็พอแล้ว” ถึงในวัดจะมีธูปใช้ไม่จำกัด แต่ครั้งนี้ฟางเจิ้งอยากใช้แค่ธูปที่บิณฑบาตมาได้ นี่เป็นความเคารพต่อหลวงจีนหนึ่งนิ้ว
ซุนเฉียนเฉิงหัวเราะแห้งๆ “ลืมไปเลย พวกท่านไม่จุดประทัดกันนี่ ได้ ผมจะเอากลับไป”
ฟางเจิ้งรับกระดาษเงินกระดาษทองกับธูปมา คุยกับซุนเฉียนเฉิงอีกสองประโยคก็เดินไปบ้านต่อไป ซุนเฉียนเฉิงให้ของเขาไม่เยอะ นี่ก็เกี่ยวข้องกับการบิณฑบาตของหลวงจีนหนึ่งนิ้วตลอดหลายปีมานี้ด้วย โดยจะไม่รับจากครอบครัวหนึ่งมากเกินไป ทุกคนต่างลำบากกันทั้งนั้น รับมามากจะเป็นก