พี่ฟางเจิ้ง…” หลี่เสวี่ยอิงลากเสียงยาว
ฟางเจิ้งยิ้มขมขื่นในใจ ‘เป็นโชคไม่ใช่ภัย เป็นภัยจะหลบไม่ได้ หลบไม่ได้จริงๆ ด้วย ไปไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ลุยล่ะวะ…’
ฟางเจิ้งเตรียมตัวถูกถ่มน้ำลายจนตาย สูดลมหายใจเข้าลึก หันไปมอง
แต่เห็นหลี่เสวี่ยอิงมองเขาด้วยหน้าเศร้า “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ฉันลงไม่ได้ ท่านมีบันไดไหม?”
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นพลันดีใจ! เห็นทีว่าคงไม่ได้จะประณามตน!
แต่ฟังจากคำถามของหลี่เสวี่ยอิงแล้ว ฟางเจิ้งงุนงง บันได? เขาจะเอาบันไดมาจากไหน? วัดนี้ไม่รวยถึงขนาดมีอุปกรณ์ไว้ข้ามกำแพง เขาเลยประนมสองมือกล่าว “อมิตาพุทธ อาตมาไม่มีบันได สีกา สีกาขึ้นไปเร็วมาก ลงมาก็ไม่น่าจะยากนี่?”
“เอ่อ…หลวงพี่ฟางเจิ้งเห็นเหรอคะ?” หลี่เสวี่ยอิงหน้าแดง เธอมาจากหมู่บ้าน ตอนเด็กซุกซนปีนต้นไม้หยิบรังนกทำมาหมดแล้ว เพียงแต่ว่าต่อมามีชื่อเสียง เลยถูกจำกัดไม่ให้ทำเรื่องที่ไม่ค่อยเรียบร้อยแบบนี้ วันนี้มีเหตุ ประกอบกับอยากเล่นสนุกและซ่อนตัวอยู่ในวัดไม่มีใครเห็นเป็นต้น และด้วยความอยากก่อเรื่องจึงปีนซะเลย แต่เธอกลับพบสิ่งที่น่าเศร้า ไม่ได้ปีนนานเกินไปเลยลงต้นไม้ไม่ได้…
ฟางเจิ้งคิดในใจ ‘ไม่เห็นหรอก แต่กระรอกวิ่งมาฉันเลยวิ่งออกไป รวมๆ จะใช้เวลาเท่าไรกันเชียว…’ แต่ปากกลับพูดไปว่า “สีกา ถ้าไม่อย่างนั้นก็รอเดี๋ยว อาตมาจะไปเรียกคนมาช่วย”
“อย่า! ฉันไม่อยากขายหน้า” หลี่เสวี่ยอิงรีบเรียกไว้
ฟางเจิ้งจนปัญญาแล้ว “ถ้าอย่างนั้นสี