่ให้พรั่งพรูออกมา ทุกคนต่างร้องไห้เงียบๆ
จนเมื่อฟางเจิ้งจัดระเบียบให้ฮวามู่หลันเป็นคนสุดท้ายแล้วถึงยืนขึ้น ประนมสองมือ เงยหน้ามองฟ้าเหมือนกำลังตะโกนอย่างไร้เสียงว่า ‘ไฉนต้องมีสงคราม?!’
ขณะเดียวกันกาสาวะเก่าๆ ที่คลุมอยู่ข้างนอกพลันหลุดร่วงลง เผยจีวรสีขาวจันทร์ เปล่งแสงวาววับภายใต้แสงตะวันดูเด่นตายิ่ง!
บนพื้นเป็นนักรบสวมหมวกเหล็กกับเสื้อเกราะอึมครึม ภายใต้ฉากหลังที่มืดครึ้มอย่างโลหิต เขม่าควันปืนและซากศพ หลวงจีนจีวรขาวบริสุทธิ์ที่ยืนอยู่ประหนึ่งพระพุทธองค์ เกิดเป็นการเปรียบเทียบอย่างชัดเจน เสริมให้ฟางเจิ้งโดดเด่นในฉับพลัน! พริบตานั้น ทุกคนอึ้งค้าง! นี่คนหรือว่าพระพุทธองค์กันแน่?!
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ซ่งเอ้อโก่วร้องโวยขึ้นเป็นคนแรก “ผู้กำกับ จบยัง? พื้นมันหนาวนะโว้ย”
สิ้นสุดเสียงตะโกน ทุกคนได้สติกลับมา หวังโอ้วกุ้ยด่าไปก่อน “ซ่งเอ้อโก่วแกหุบปาก! ให้ขยับแล้วแกค่อยขยับ! ฟังผู้กำกับสิ”
ซ่งเอ้อโก่วตอบด้วยเสียงสะอื้น “ไข่แข็งแล้ว…”
“หยุดๆๆ!” อวี๋กว่างเจ๋อได้สติกลับมาจึงรีบสั่งหยุด
หวังโอ้วกุ้ยว่า “ผู้กำกับครับ เจ้านี่มันพูดจาไม่เหมาะไม่ควร คุณอย่าถือสาเลยนะครับ”
“เขาเปล่าหรอก แต่ผมต่างหาก ถ่ายเสร็จแล้ว ดีมาก พวกชาวบ้านยอดเยี่ยมมาก!” อวี๋กว่างเจ๋อหัวเราะเสียงดัง ไม่มีใครดีใจไปกว่าเขาแล้ว ฉากที่ไม่หวังอะไรเลยกลับออกมาสมบูรณ์แบบ เขาอยากจะเงยหน้าหัวเราะสักสามวัน!
เมื่ออวี๋กว่างเจ๋อสั่ง ทุ