ข้าใจง่ายแต่ทำยาก ฉันทำไม่ได้ เฮ้อ…”
ว่าจบหลี่เสวี่ยอิงก็หมุนตัวเดินไป ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสบายๆ แต่ทันทีที่เดินออกจากวัด รอยยิ้มถดถอยเป็นยิ้มแบบอาชีพ สวมแว่นตาดำเงียบๆ
ฟางเจิ้งข้างหลังยืนอึ้งอยู่กับที่
“พูดง่ายๆ ปลดเครื่องประดับออกหวนคืนสู่เนื้อแท้ถึงจะสบายตัว? ปลดเครื่องประดับออกหวนคืนสู่เนื้อแท้ พูดง่ายๆ?” ฟางเจิ้งพลันเข้าใจจึงหัวเราะเสียงดังลั่น ‘อาตมาเข้าใจแล้ว! นาสมาธิๆ อาตมาคิดมากไปเอง! ทำนาก็คือการทำนา วางภาระลงให้หมดแล้วทำนา! เฮ้อ สมาธิ สมาธิ สมาธิ พูดในเวลาปกติจะเข้าใจโดยไม่ต้องคิดว่ามันคืออากาศ คือธรรมชาติ คือกายตระหนักเจตนาเดิม คือการหวนคืนสู่สันดานเดิม ตอนที่จะใช้จริงๆ ดันลืมไปซะได้’
ฟางเจิ้งยิ้มพลางส่ายหน้า ปิดประตูใหญ่วัด เข้านอนอย่างมีความสุข พรุ่งนี้จะเริ่มทำนาแล้ว!
คืนนี้ฟางเจิ้งฝันอย่างหนึ่ง เขาเห็นไร่นาที่โตเต็มที่ในความฝัน มันโบกพลิ้วไปตามสายลมใต้แสงตะวัน สวยมาก…
วันที่สองฟ้ายังไม่สาง ฟางเจิ้งลุกขึ้น ปลุกลิงที่ตื่นสาย ก่อนทำความสะอาดอุโบสถ ลิงกวาดใบไม้ หมาป่าเดียวดายรับผิดชอบเทขยะ ส่วนกระรอก ฟางเจิ้งโยนมันไปบนคานให้ทำความสะอาดใยแมงมุมอะไรพวกนี้ ตอนนี้เองภายในวัดที่วุ่นวาย หมาป่าร้องไห้ กระรอกบ่น ลิงฉุนเฉียว…
แต่ฟางเจิ้งเอ่ยมาประโยคหนึ่งว่าถ้าทำดีจะมีข้าวกิน ทุกตัวเลยทำงานอย่างว่าง่าย
ทำความสะอาดอุโบสถเสร็จแล้วก็หุงข้าว จากนั้นเอาหน่อไม้หลิวเฮาที่เก็บมาใส่ไปในน้ำ