เขียน?” ฟางเจิ้งมองชื่อผู้เขียนแวบหนึ่ง กัดลิ้นด้วยความตกใจทั้งยังตื่นเต้น ฮุ่ยเหนิงคือใคร? ถ้าบอกว่าพระโพธิธรรมคือผู้บุกเบิกนิกายเซน ถ้าอย่างนั้นคนที่ให้นิกายเซนรุ่งเรืองถึงขีดสุดก็คือบูรพาจารย์ลำดับหกฮุ่ยเหนิง! ฟางเจิ้งรู้เรื่องนี้ ตามบันทึกประวัติศาสตร์ ฮุ่ยเหนิงถ่ายทอดสู่ภายนอก ไม่ยึดติดกับอักขระภาษา หนุนเสริมจิตเดิม ดำรงพุทธจิต ชี้ตรงไปสู่จิตมนุษย์ พบสัจธรรมสำเร็จเป็นอรหันต์
ประโยคนั้นจากหลักพุทธศาสนาคัมภีร์ที่สืบสานกันมาพันปีว่า โพธิ์นั้นไม่มีต้น กระจกเงาก็ไม่มี สรรพสิ่งแต่แรกมาคือความว่างเปล่า ฝุ่นละอองจะลงจับบนสิ่งใด นี่คือคำที่ออกจากปากฮุ่ยเหนิงเอง
ดังนั้นพอฟางเจิ้งเห็นว่าฮุ่ยเหนิงเป็นผู้เขียนจึงดีใจมาก ถึงเร็วๆ นี้เขาจะอ่านคัมภีร์ในอินเทอร์เน็ตมาไม่น้อย แต่พวกนั้นเป็นเพียงตัวหนังสือ จับต้องจริงๆ ไม่ได้ มีความจริงแท้ที่แฝงมากับคัมภีร์จริงๆ ที่มีกลิ่นหมึกไหม? ฟางเจิ้งเหมือนได้รับสมบัติล้ำค่า หลังไปอาบน้ำเข้าสุขาแล้วก็มาที่อุโบสถ เปิดคัมภีร์ เคาะมู่อวี๋ ค่อยๆ บรรจงอ่าน
อ่านแวบแรกฟางเจิ้งอึ้งไป ด้านบนมีอักษรแค่แถวเดียว!
“ภูเขาคือภูเขา น้ำคือน้ำ ขยับคือขยับ เงียบคือเงียบ หมายความว่าไง?”
ฟางเจิ้งงงงวย นี่คือคำสวดนาสมาธิอย่างละเอียดเหรอ? คำสวดหยาบๆ รึเปล่า? แค่ประโยคสั้นๆ ไม่เข้าใจเลย!
พลิกไปหน้าหลังก็ว่างเปล่า ทั้งเล่มมีเพียงประโยคเดียว
ฟางเจิ้งยิ้มเจื่อน “สมกับเป็นบูรพาจารย์ลำ