กัน สองคนสบตากันจากนั้นยิ้ม ยืนขึ้น โค้งตัวแสดงความเคารพไปทางอุโบสถ แสดงความเคารพฟางเจิ้ง ก่อนออกจากอุโบสถ ออกจากวัด จับมือกันลงเขาไป
ฟางเจิ้งเบะปากมองเงาแผ่นหลังสองคน “เป็นหมาโสดเลย เมื่อกี้ฉันน่าจะให้พวกเขาแยกกัน…อมิตาพุทธ อาตมาทำดีไม่ได้ดี แถมยังลำบากใจอีก ไปหาข้าวหมากินดีกว่า เฮ้อ”
“ข้าวหมาจากไหน?” เสียงดังขึ้นข้างๆ ฟางเจิ้งไม่ต้องมองก็รู้ว่าคนที่สนใจข้าวหมาก็มีแต่หมาป่าเดียวดาย
“อาตมากินแล้ว ถ้านายอยากกินก็วันหลัง หมาโสด!” ฟางเจิ้งทิ้งท้ายไว้สองคำ ไม่รู้ว่าพูดถึงหมาป่าเดียวดายหรือกำลังเย้ยเยาะตัวเอง ก่อนจะสาวเท้ายาวไปหลังลานวัด ได้กินข้าวหมาไป เขาไม่มีกระจิตกระใจสวดมนต์ต่อแล้ว ดูเวลายังเช้าอยู่ เข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว หรือควรออกไปเที่ยวเล่นดี?
“เจ้าอาวาส นายกินข้าวหมาของฉันก็ช่างเถอะ แต่จะมาด่าฉันว่าหมาโสดทำไม?! นายต้องชดใช้โดยการเพิ่มมื้อเย็น!” หมาป่าเดียวดายเอาหัวชิดเข้ามา วางมาดว่าถ้านายไม่เพิ่มข้าวก็คืนข้าวหมาฉันมา
“อยากเพิ่มข้าว? ได้ ตักน้ำเต็มโอ่งพุทธก่อนค่อยว่ากัน!” ฟางเจิ้งพูดจบก็ยิ้มโดยพลัน “ไม่ต้องพูดแล้ว ถ้าอยากเพิ่มข้าวจริงๆ ก็ไป ลงเขา!”
“ไปทำอะไร?” หมาป่าเดียวดายเดินตามมา
“ขุดผักป่า แล้วจะทำอะไรอร่อยๆ กินตอนเย็น” ฟางเจิ้งตอบ
“ฮ่าๆๆ? ไหนมีอะไรอร่อยบ้าง?!” กระรอกที่เพิ่งกลับมาได้ยินว่ามีของกินก็กระปรี้กระเปล่าขึ้นมา
แต่เห็นเพียงหัวโล้นกับหมาป่าก้นใหญ่วิ่งลงเขาหายวับไปกั