าพมายา มีชีวิตอยู่ในภาพมายามีแต่ความเจ็บปวด หลุดออกมาต่างหากถึงจะพ้นทุกข์ เมิ่งหย่วนไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น แต่เป็นฉันที่มองว่าเขาสมบูรณ์แบบ” ดวงตาเหอเฟยเฟยสดใสยิ่ง
ฟางเจิ้งได้ยินแบบนั้นในใจสั่นไหว ไม่นึกเลยว่าเหอเฟยเฟยจะเข้าใจจริงๆ ทั้งยังเข้าใจต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง!
ซึ่งฟางเจิ้งเข้าใจต่อประโยคนี้ไปทางการใช้ชีวิต จึงเอ่ยไปตามจิตใต้สำนึก “สีกาฉลาดมาก”
เหอเฟยเฟยยิ้ม ถามด้วยความเคารพ “ขอรบกวนถามพระโพธิสัตว์หน่อยนะคะ คำพูดนี้ยังมีคำอธิบายอื่นอีกไหมคะ?”
ฟางเจิ้งยิ้ม เด็กนี่อยากจะหยั่งเชิงว่าแดนความฝันเป็นจริงหรือปลอม แถมจะทดสอบพระโพธิสัตว์! ใจกล้าจริงๆ! ขณะเดียวกันฟางเจิ้งนึกถึงปัญหาข้อหนึ่ง ในโลกที่ไม่มีเทพนี้ ทุกคนจะมีความสงสัยต่อเทพอยู่นิดๆ แต่ว่าการทดสอบของเหอเฟยเฟยไม่ได้สร้างความลำบากให้ฟางเจิ้ง เขาบำเพ็ญเพียรพระธรรมมานานขนาดนี้ ไม่ได้เสียเปล่าอยู่แล้ว จึงยิ้มตอบ “ที่สีกาพูดมาคือความเข้าใจต่อความรัก แต่สำหรับชีวิต คำพูดนี้คือถ้าคนไม่ยึดมั่นต่อชื่อเสียงเงินทองทุกอย่างในโลกก็จะไม่ถูกชื่อเสียงเงินทองควบคุม เพราะคนที่แสวงหากิเลสเหล่านี้ต่างหากที่จะไม่มีความสุข…ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ มนุษย์สนใจความรู้สึกและการรับรู้ของตัวเองมากเกินไป ฉะนั้นแล้วถึงตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน ทุกอย่างคือมายา ชีวิตคนดั่งความฝันสลายไปตามลม! พบและแยก สุขและทุกข์ ล้วนแล้วแต่เป็นวาสนา!”
……………………