คิดได้ดังนั้นฟางเจิ้งจึงลงจากรถ ชาวบ้านที่เดิมทีเตรียมพร้อมจะบุกลงมือยังมีความระแวงต่อจิ่งเหยียนหลายส่วน เมื่อพลันเห็นฟางเจิ้งสวมจีวร หัวโล้นมันวาวสะท้อนแสงยิ่งกว่าหิมะ ดวงตากลับเปล่งประกายไม่น้อย ก่อนจะมีคนเดินเข้ามา…
จิ่งเหยียนเห็นก็ถอนหายใจโล่งอก พูดว่า “ไม่ต้องเกรงใจ อยากหยิบอะไรก็เอาไป แต่อย่าเอาไปคนเดียวเยอะ หลักๆ แล้วฉันมีเครื่องเขียน แล้วก็เสื้อผ้าบ้าง เจ้าหนูมานี่สิ อันนี้ฉันให้”
จิ่งเหยียนพูดพลางหยิบกล่องเครื่องเขียนส่งให้เด็กหญิงที่เข้ามาใกล้เพราะความอยากรู้อยากเห็นคนหนึ่ง เสื้อผ้าเด็กหญิงเก่าเล็กน้อย ใบหน้ามอมแมมอยู่บ้าง ดวงตาโตสีดำขลับ ทำหน้าอยากได้ แต่ลังเลไม่กล้าเข้ามา
จิ่งเหยียนขมวดคิ้ว “พี่ไม่ใช่คนโกหกนะ เอาไปเลย ให้”
ฟางเจิ้งมองจิ่งเหยียนแล้วมองเด็กหญิงน้อย ก่อนคิ้วขมวดเช่นกัน เขาเดินไปหนึ่งก้าว แย่งกล่องเครื่องเขียนมา จากนั้นวางกลับไปในท้ายกระโปรงรถภายใต้สายตาประหลาดใจของจิ่งเหยียน
เด็กหญิงตัวน้อยตกใจจนถอยไปหลายก้าว ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ขมวดคิ้ว นัยน์ตามีความระแวงอีกครั้ง
จิ่งเหยียนถามด้วยความไม่เข้าใจ “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านทำอะไรน่ะ?”
ฟางเจิ้งถามกลับด้วยความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย “แล้วสีกาล่ะทำอะไร?”
“ฉะ…ฉันทำไม? ฉันก็บริจาคไง?” เดิมทีจิ่งเหยียนเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว ฟางเจิ้งถามแบบนี้ก็โกรธ เธอมาบริจาคตั้งไกลด้วยจิตใจเมตตา ให้กล่องเครื่องเขียนแล้วยังถูกตะคอกอีก? นี่มันสั