งสัยอะไรหรือ?”
หลวงจีนหงเหยียนมาพอดี ด้วยความสงสัยเต็มอก ฟางเจิ้งเลยรีบถาม “เจ้าอาวาสหงเหยียน ดูจากท่าทีทุกคนแล้ว หรือว่าจะมีงานอะไรอีก? แล้วทำไมวัดเมฆาขาวถึงปิดประตูทั้งๆ ที่ยังไม่มืดล่ะ?”
หลวงจีนหงเหยียนยิ้ม “พิธีสวดมนต์อวยพรต้อนรับใบไม้ผมิจัดมาหลายปีแล้ว การอวยพรเป็นอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการแลกเปลี่ยนกันของทุกวัด หลังจากอวยพรให้ใต้ฟ้าแล้ว จะเป็นช่วงเวลาที่พวกเราสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กัน ดังนั้นเลยปิดประตูวัด ตั้งแต่ตอนที่ปิดประตูวัด ทั้งวัดจะมีเพียงนักบวช ไม่มีคนอื่นอีก”
ฟางเจิ้งเข้าใจชัดแจ้งแล้ว ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้ เขาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “แล้วพิธีแลกเปลี่ยนนี่จะเริ่มยังไงครับ? แค่แลกเปลี่ยนกันตามใจชอบหรือว่ามีวิธีอื่นอีก?”
หลวงจีนหงเหยียนตอบ “นี่คืองานโต้วาทีของพระธรรม ทุกคนต่างแสดงความเห็นของตัวเอง แสดงความเข้าใจในพระธรรมของตน สนทนาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แบบนี้เรียกว่าร้อยสำนักประชันเสียง ร้อยบุปผาเบ่งบานประชัน หลังได้ประชันความคิดกันแล้วจะได้ตระหนักรู้มากมายเลย นี่เป็นสิ่งที่หลวงจีนไป๋อวิ๋นคาดหวัง แต่ว่า…มันก็มีผลด้านลบเช่นกัน วัดมากมายต่างคิดจะนำหลักการใหม่ๆ มาพูดในงานสนทนาแลกเปลี่ยน กดข่มอยู่เหนือคนอื่น คิดว่าเป็นวิธีสร้างชื่อเสียงให้กับวัดตัวเอง งานสนทนาแลกเปลี่ยนในสองปีมานี้จึงเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มมีคนจัดอันดับให้วัดใหญ่ อีกทั้งในทุกปีทุกคนจะไม่อภิปรายก