วหมี่ลี่แล้วกัน เสียวหมี่ลี่ เธอชอบสัตว์ตัวน้อยไหม”
“ชอบค่ะ…ตอนพ่อยังอยู่จะพาหนูไปสวนสัตว์บ่อยๆ แต่สวนสัตว์อำเภอซงอู่เล็กมากเลย มีแค่กิ้งก่าที่ไม่เคยขยับเลย แล้วก็มีหมาป่าที่ไม่รู้ว่าเป็นหมาหรือเปล่าอีกสองตัว อืม…แล้วก็มี…” เสียวหมี่ลี่บ่น
ฟางเจิ้งพูดไม่ออก เขาเคยไปสวนสัตว์นั้นตอนเด็กเหมือนกัน ไม่นึกเลยว่าผ่านมานานขนาดนี้แล้วยังไม่เปลี่ยนไปเลย ยังคงมีสัตว์แก่ๆ แค่สามชนิด…หลอกลวงไปแล้ว โดยเฉพาะกิ้งก่านั่น ตอนแรกเขาคิดว่ามันมีชีวิต เพียงแค่ขี้เกียจขยับก็เท่านั้น ต่อมาถึงรู้ว่าเจ้านั่นเป็นหุ่นสตาฟ ชาตินี้อย่าหวังให้มันขยับเลย
แต่ฟางเจิ้งไม่ได้บอกเสียวหมี่ลี่ เขาพาเธอไปยังใต้ต้นโพธิ์ จากนั้นเคาะลำต้น
ต่อมากระรอกมุดหัวออกมาจากโพรงไม้ ส่งเสียงร้องจี๊ดๆ “อย่าเคาะ วันนี้ไม่มีเมล็ดสน!”
ฟางเจิ้งพลันเก้อเขิน ดีที่เสียวหมี่ลี่ไม่เข้าใจภาษากระรอก เลยขจัดความเขินของเขาได้ จากนั้นเขากวักมือเรียกกระรอก “อมิตาพุทธ เจ้าตัวน้อยลงมาหน่อย มาเล่นกับโยมน้อยสักเดี๋ยว”
“ไม่ไป นายอย่าคิดหลอกให้ฉันออกมาเพื่อขโมยเมล็ดสนเลย!” กระรอกน้อยตอบด้วยท่าทีว่าฉันฉลาดมาก
ฟางเจิ้งตาเปล่งประกาย เจ้านี่มีของอยู่จริงๆ!
กระรอกน้อยรู้ว่าตนหลุดปากจึงมองฟางเจิ้งเหมือนระวังโจรอย่างไรอย่างนั้น
ฟางเจิ้งกล่าว “นายลงมาเถอะ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย ไม่อย่างนั้นวันนี้ไม่ต้องกินข้าว”
ช่วงแรกกระรอกส่ายหน้า แต่พอได้ยินว่าไม่ได้กินข้าวก็รับไม