เฉินจิ้งริมฝีปากม่วง สุดท้ายก็ต้องเอาหญ้าใต้หิมะออกมาจุดไฟสร้างความอบอุ่น
แน่นอนว่าฟางเจิ้งย่อมสังเกตเฉินจิ้งนอกประตูทุกฝีก้าว นี่คือวัดเขา ไม่ใช่หอประกอบฌาปนกิจ ถ้าเฉินจิ้งหนาวจนตายไปจริงๆ เขาคงมีปัญหาไม่น้อย อีกอย่างโทษเฉินจิ้งก็ยังไม่ถึงกับตาย…
หมาป่าเดียวดายนอนหมอบอยู่ตรงประตูใหญ่ ถ้าข้างนอกมีการเคลื่อนไหวมันจะแจ้งฟางเจิ้งเป็นอันดับแรก ฟางเจิ้งเห็นว่าพอดึกแล้วเฉินจิ้งยังไม่หนาวตายก็เคารพพลังชีวิตของอีกฝ่าย
ไม่ว่านอกประตูจะเป็นยังไง ฟางเจิ้งก็ยังกินข้าว ดื่มน้ำ กวาดอุโบสถ…เหมือนว่าข้างนอกไม่มีคน
เฉินจิ้งอยู่นอกประตู ทั้งหิวทั้งหนาวปะปนกันก็ไม่เป็นไร แต่ปัญหาคือท้องเขาเหมือนจะใหญ่ขึ้นอีกแล้ว!
ทว่าประตูใหญ่ก็ยังไม่เปิดออก ปีนกำแพงไปดูก็ไม่ได้ เฉินจิ้งจึงได้แต่จำใจทุบกระเบื้องตรงประตูพลางร้องเรียก “ไต้ซือ ทำยังไงท่านถึงจะยกโทษให้ผม?”
แต่ไม่มีเสียงคนขานรับ
เฉินจิ้งกัดฟันคุกเข่าหน้าประตู “ไต้ซือ ถ้าท่านไม่ยกโทษให้ผม ผมจะคุกเข่าอยู่อย่างนี้แหละ!”
ทว่าตอนนี้เองฟางเจิ้งไม่ได้นั่งฌานเหมือนนักบวชเฒ่าอย่างที่เฉินจิ้งคิด แต่นอนหมอบอยู่ตรงซอกประตู กระดกก้นคอยแอบมอง เห็นเฉินจิ้งมาไม้นี้ก็ตกใจสะดุ้ง จากนั้นหัวเราะเฝื่อนๆ ในใจ ‘เจ้านี่ใช้แผนยอมเจ็บตัวก็ถือว่าไหลลื่นใช้ได้ ถ้าเป็นหลวงจีนคนอื่นไม่แน่อาจจะยกโทษให้เขาไปแล้ว น่าเสียดายระบบไม่ส่งเสียงเลย โยมหลอกอาตมาไม่ได้หรอก! ชอบคุกเข่าก็ทำไป คิดออ