ด้การแล้ว จะรอไม่ได้แล้ว รีบลุกสิ! โอ๊ย…ขาชา…’
หลี่เฟิ่งเซียนขยับ แต่ขาสองข้างชาไปแล้ว ทั้งตัวไม่มีแรง ลุกไม่ขึ้น พอลืมตาก็เห็นฟางเจิ้งสวมชุดคลุมขาวเดินเข้ามาเนิบๆ ประนมมือพูดกับซ่งเอ้อโก่วและหยางหวาว่า “อมิตาพุทธ โยมทั้งสอง สีกาท่านนี้ไม่รู้เป็นอะไร จู่ๆ ก็ล้มลงหมดสติ ไป ขอให้โยมทั้งสองช่วยแบกเธอลงเขาไปรักษาที”
“นี่ฟางเจิ้ง นายอย่าพูดใส่เต็มแบบนี้ได้ไหม ทำเอาฉันขนลุกไปหมด” หยางหวายิ้มแห้งๆ
ซ่งเอ้อโก่วรับไม่ได้เลยต่อว่า “พูดอะไรอย่างนั้น? ตอนนี้ฟางเจิ้งเป็นเจ้าอาวาส คำพูดก็ต้องต่างกับทุกคนอยู่แล้ว ฉันว่าแบบนี้ก็มีเหมือนกัน…อีกอย่างฟางเจิ้งชนะพวกปัญญาชนกลุ่มใหญ่ พูดสุภาพแบบนี้ต่างหากถึงถูกต้อง”
ฟางเจิ้งช่วยเปลี่ยนเขาให้เป็นคนใหม่ ตอนนี้ซ่งเอ้อโก่วใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก รู้สึกสบายกว่าครึ่งชีวิตก่อน รู้สึกว่าทุกคนชื่นชมราวกับเขาเป็นวีรบุรุษเลยทีเดียว แน่นอนว่าเขาซาบซึ้งใจต่อฟางเจิ้งมาก พูดถึงแต่ฟางเจิ้งไปทุกที่
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย “ช่วยไม่ได้ แต่ว่าช่วยคนก่อนเถอะ พวกโยมดูสิ สีกาลุกไม่ขึ้นแล้ว”
หยางหวามองไปก็เป็นแบบนี้จริงๆ จึงรีบเรียกซ่งเอ้อโก่ว สองคนพาเธอขึ้นเตียงเดี่ยวที่เอามาด้วย ระหว่างทางหลี่เฟิ่งเซียนร้องตะโกนเสียงดังไม่หยุด “ฉันไม่เป็นไร ปล่อยลง” แต่ก็ยังลงเขาไปท่ามกลางเสียงตะโกนโวยวาย
ฟางเจิ้งมองเงาแผ่นหลังพวกเขา ประนมสองมือพลางยิ้มให้หลี่เฟิ่งเซียนเล็กน้อย