าขวา ไม่ใช่เท้าซ้าย”
หลี่เฟิ่งเซียนได้ยินแบบนั้นก็เก้อเขิน ก่อนหน้านี้แสดงๆ ไปอย่างนั้น จำไม่ได้แล้วว่าคลึงข้างไหน! เมื่อฟางเจิ้งสับสน เธอก็มึนงงแล้ว จึงถามไปว่า “ตกลงเจ็บข้างไหนกันแน่?”
“สีกา โยมเจ็บข้างไหนตัวเองยังไม่รู้เหรอ?” ฟางเจิ้งถามกลับ
หลี่เฟิ่งเซียนเลยคลึงเท้าซ้ายซะเลย “ฉันเจ็บจนสับสนไปหมด เจ็บสองข้างเลย”
“เอาแบบนี้ โยมรอสักครู่” ฟางเจิ้งหมุนตัวเดินกลับไป
“เณร ท่านจะทำอะไรอีกน่ะ?” หลี่เฟิ่งเซียนร้องขึ้น
ฟางเจิ้งตอบ “โทรศัพท์ให้ผู้ใหญ่บ้านเรียกคนขึ้นมาพาโยมไปรักษาไง”
“เดี๋ยวๆ เณรโง่รึเปล่าเนี่ย? ฉันบอกแล้วนี่ ฉันเป็นหมอ! เณรมาประคองฉันเถอะ พาไปนั่งตรงนั้น ฉันรักษาเองได้!” หลี่เฟิ่งเซียนพุ่งเป้าไปที่ฟางเจิ้ง มีอย่างที่ไหน เพิ่งพบหน้ากันยังไม่ได้ทำอะไรเลยจะถูกหามลงเขาแล้ว?
ฟางเจิ้งมองหลี่เฟิ่งเซียนด้วยความสงสัย “สีกา หญิงชายสัมผัสกันไม่ได้ อีกอย่างเหล่านักบวชพุทธศาสนาไม่ควรประคองโยม”
“เณรพูดอะไรน่ะ? พูดเหมือนว่าฉันจะทำอะไรท่าน…” พูดจบหลี่เฟิ่งเซียนหน้าแดงเล็กน้อย ถ้าไม่ระวังอาจจะหลุดปากไปได้ แต่เธอหน้าหนาพอจึงเอ่ยต่อทันที “พูดเหมือนว่าท่านจะทำอะไรฉันอย่างนั้นแหละ วางใจเถอะ ฉันไม่โทษท่านหรอก”
“แต่พระพุทธองค์โทษอาตมา” ฟางเจิ้งตอบอย่างเคร่งขรึม
“พระพุทธองค์ไม่โทษท่านหรอก ท่านทำความดีจะโทษท่านทำไม? อีกอย่าง ฉันเจ็บจริงๆ ไม่รังเกียจท่านหรอก ท่านจะกลัวอะไรกัน?” หลี่เฟิ่งเซียนให้เห