่อตรึกตรองดูก็รู้ว่ามีแต่แบบนี้เท่านั้น ขณะจะเอ่ยลา เขาพลันร้องขึ้นว่า “ไต้ซือ ทำไมท่านไม่สวมรองเท้าล่ะ?”
จีวรสีขาวพระจันทร์ของฟางเจิ้งยาวมาก ประกอบกับมีหิมะ เดินลงไปเท้าจึงจมลงไป จีวรคลุมเอาไว้จึงมองไม่เห็นว่าเขาสวมรองเท้า อีกอย่างก่อนหน้านี้ทุกคนดูการประลอง ใครจะมามองเท้าเขา?
พอได้ยินพั่งจื่อตะโกน โหวจื่อกับอู๋ฉางสี่ก้มหน้ามอง แม้จะไม่เห็นเท้าฟางเจิ้ง แต่รอยเท้าที่ย่ำกลับชัดเจนมาก ไม่มีรอยรองเท้าแต่เป็นรอยเท้าสมบูรณ์!
“ไต้ซือ เอ่อ…ท่านฝึกวิชาอะไรครับเนี่ย?” โหวจื่อถามด้วยความตกใจ
ฟางเจิ้งได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มเฝื่อนในใจ วิชาอะไร? เขาฝึกวิชายากจนยังไงล่ะ! ไม่มีรองเท้าฝ้ายสวม ได้แต่อาศัยความสามารถคุ้มกันของจีวรขาวจันทร์เดินเท้าเปล่า…แม้ยังเย็นอยู่แต่ก็ไม่หนาวมากนัก ถือว่าดีกว่ารองเท้าพังๆ ที่สวมอยู่ ถ้าไม่มีการคุ้มกันจากจีวรคงหนาวกลายเป็นสุนัขไปแล้ว
แต่ฟางเจิ้งกลับตอบไปว่า “อมิตาพุทธ อาตมามีพลังธาตุไฟแข็งแกร่ง อุณภูมิแค่นี้ไม่เท่าไรหรอก”
“ผมรู้แล้ว หนุ่มน้อยกล้านอนบนเตียงหนาวเหน็บ อาศัยพลังธาตุไฟแข็งแกร่งล้วนๆ! เฮ้อ! ไต้ซือ ท่านอดอยากรึเปล่า? ให้ผมช่วยหาผู้หญิงมาระบายธาตุไฟหน่อยไหม? ผมรู้ว่าเรื่องนี้อดกลั้นยากมาก…เหวอๆๆ…”
พั่งจื่อยังพูดไม่จบ ฟางเจิ้งก็หมุนตัวกลับ ยกพั่งจื่อที่หนักร้อยแปดสิบกว่ากิโลฯ โยนออกไปนอกประตูใหญ่ จากนั้นสวดไปบทหนึ่ง “อมิตาภพุทธ!” ประตูใหญ่ถูกปิดลง!
พั่งจื่อตาค้