ศิลปะพู่กันจีนเมืองเฮยซานย่อมมีสิทธิ์เป็นกรรมการตัดสิน ซุนก้วนอิงเป็นผู้อาวุโส ทั้งยังเป็นหัวหน้าสมาคมศิลปะพู่กันจีนอำเภอเมืองซงอู่ จึงมีสิทธิ์เป็นกรรมการเช่นกัน
ส่วนคนอื่นเป็นผู้ชม
ฟางเจิ้งค้านอะไรกับระบบกรรมการแบบนี้ไม่ได้ ถึงพั่งจื่อจะเห็นต่างก็ไม่มีประโยชน์ นี่เป็นอาชีพเฉพาะทาง คนอื่นๆ เป็นกรรมการไม่ได้
ขณะกล่าว ฟางเจิ้งกับโอวหยางหวาไจถูกพามาที่หน้าโต๊ะ บนโต๊ะปูด้วยกระดาษ วางพู่กันและจานฝนหมึกไว้แล้ว
ทางฝั่งโอวหยางหวาไจ ชุยจิ่นรับผิดชอบการฝนหมึก โอวหยางหวาไจเอามือไพล่หลังด้วยท่าทางองอาจ เงยหน้ามองฟ้าราวกับในแววตาไม่มีใครมีแค่ตัวเอง
เห็นดังนั้นก็มีคนแอบพยักหน้าไม่น้อย คุยกันว่า “สมกับเป็นปรมาจารย์พู่กันจีนในเมือง แค่การกระทำและจิตวิญญาณก็ต่างกับคนธรรมดาแล้ว ให้ความรู้สึกสูงศักดิ์อยู่บ้าง”
“พวกเราจะพูดว่าเขาสูงศักดิ์ไม่ได้ ถึงยังไงก็ยังมีปรมาจารย์ที่เขียนเก่งกว่าคุณโอวหยาง แต่ที่นี่ไม่มีใครเทียบเขาได้จริงๆ”
“เหอะๆ ฉันอยากรู้ว่าพอเณรนั่นเห็นอักษรของคุณโอวหยางแล้วจะกล้าเขียนต่อไปไหม”
“เดาว่าแค่คุณโอวหยางลงพู่กันเขาก็ยอมแพ้แล้วล่ะ”
……
ทุกคนพูดพึมพำ ความจริงเสียงไม่เบาเลย ฟางเจิ้งกับโอวหยางหวาไจได้ยินชัด ตามหลักแล้วนักเขียนพู่กันจีนจะห้ามให้เกิดเสียงดัง แต่เจียงซงอวิ๋นที่เป็นกรรมการกลับไม่ห้าม แถมยังมีสีหน้าเฉยชาราวกับไม่ได้ยิน ซุนก้วนอิงขมวดคิ้ว อยากจะปรามหลายครั้งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้