กลี้ยง จากนั้นพูดด้วยสีหน้าสุขสบาย “ไต้ซือ น้ำที่ยังอร่อยเหมือนเดิมเลยนะครับ!”
ฟางเจิ้งพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้ตอบอะไร
โหวจื่อถามหยั่งเชิง “ขออีกชามได้ไหมครับ?”
“ไม่ได้” ฟางเจิ้งปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
โหวจื่อเอ่ยด้วยความไม่ยอม “ครั้งก่อนก็ดื่มได้ไม่ใช่เหรอครับ?”
“ยังเหลือน้ำอีกครึ่งโอ่ง โยมลองเติมดูได้” ฟางเจิ้งมองโหวจื่อพลางหัวเราะ
โหวจื่อนึกถึงโอ่งน้ำยักษ์กับถังน้ำใหญ่แล้วก็ปวดหลัง จึงล้มเลิกความคิดจะดื่มน้ำไป
เหล่าอู๋มองโหวจื่อด้วยความสงสัย “โหวจื่อ ไม่ใช่มั้ง?…แค่น้ำชามเดียวเนี่ยนะ?”
โหวจื่อตอบกลับอย่างจำใจ “รู้จักพอเถอะ ท่านกลัวว่าเราจะหิวน้ำตายเลยให้ดื่มน้ำ ไม่งั้นด้วยนิสัยของไต้ซือคงไม่ได้ดื่มแม้แต่ชามเดียว นายจะดื่มไหม? ถ้าไม่ฉันช่วยนายเอง?”
เหล่าอู๋มักรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงเหลือบตามองโหวจื่อแวบหนึ่ง แล้วก็ดื่มน้ำไปหนึ่งอึก จากนั้นอึดใจเดียวหมดเกลี้ยง แต่กลับสำลักหายใจไม่ทัน พ่นน้ำออกมาเป็นสายฝนเต็มฟ้า
โหวจื่อเห็นอย่างนั้นก็ส่ายหน้า “สิ้นเปลือง…”
เหล่าอู๋หน้าแดง รีบเบี่ยงประเด็นไป ถามฟางเจิ้งด้วยความแปลกใจ “ไต้ซือ น้ำที่เป็นน้ำพุบนเขาเหรอครับ? ทำไมอร่อยอย่างนี้ล่ะ?”
ฟางเจิ้งยิ้มน้อยๆ “เป็นน้ำพุบนเขา แต่เมื่อน้ำเข้ามาในวัดแล้วจะมีกลิ่นอายพุทธ รสชาติเลยต่างไปเล็กน้อยเท่านั้น”
“นี่…” เหล่าอู๋ไม่เชื่อเรื่องกลิ่นอายพุทธ แต่ก็ไม่ดีนักถ้าจะคัดค้านต่อหน้าฟางเจิ้ง ถ้าฟางเจิ้งไม่อย