รู้สึกแค่ว่าขาสองข้างอ่อนยวบ ตัวสั่นระริก “โหวจื่อ จับฉันไว้ให้แน่น…น้องรัก อย่าปล่อยมือล่ะ ฉันกลัวว่าฉันจะวิ่งเข้าไปใส่มันน่ะ…”
โหวจื่อ “#@¥#@%…”
ฟางเจิ้ง “อมิตาภพุทธ โยมวางใจได้ หมาป่าตัวนี้นิสัยดี ไม่ทำร้ายคน”
“ไม่ทำร้ายคน แต่มันทำร้ายอักษร…” เหล่าอู๋พูดด้วยความเศร้าสร้อย
ฟางเจิ้ง “@#¥…”
โหวจื่อหัวเราะเฝื่อนๆ “ไต้ซือ นี่เพื่อนผมครับ อู๋ฉางสี่ เป็นนักข่าวสำนักพิมพ์ในอำเภอ มีชื่อเสียงมากทีเดียว แต่ว่าเป็นพวกบ้างาน หวังว่าจะให้อภัยนะครับ”
ฟางเจิ้งพยักหน้า “อมิตาภพุทธ ที่แท้ก็อย่างนี้เอง แต่พุทธศาสนาเป็นแดนเงียบสงบ ยังไงให้เพื่อนโยมรักษาความสงบด้วย”
“ครับๆ ไต้ซือวางใจได้ ผมจะให้เขาหุบปากเอง” ตอนนี้โหวจื่อเคารพนับถือฟางเจิ้งเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิกเหล่าอู๋ทันที “นายฟังฉันหน่อยสิ ฉันพานายมาไม่ได้จะให้เป็นบ้านะ”
เหล่าอู๋เห็นอักษรของฟางเจิ้งแล้วก็เลื่อมใสดั่งคนสวรรค์ไปนานแล้ว ความโอหังก่อนหน้าหายไป
ฟางเจิ้งกล่าว “โยมสองคน หิมะตกหนักยังขึ้นเขากันมาอีก มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
“ไต้ซือ ผมมาขอบคุณท่านครับ ถ้าไม่ได้ท่านเตือนไว้ ผมกับภรรยาคงตายไปแล้ว ถือว่านี่เป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ นะครับ…” โหวจื่อควักธนบัตรสีแดงออกมาจากกระเป๋ายัดให้ฟางเจิ้ง
ฟางเจิ้งตะลึงงัน เยอะขนาดนี้เชียว?
ฟางเจิ้งอยากจะรับมาจริงๆ แต่ว่ามันไม่มีประโยชน์กับเขา!
ดังนั้นฟางเจิ้งจึงละสายตากลับ ประนมสองมือ “อมิตาภพุทธ ถ้าโยมอยากขอ