นะหรอกนะ”
“อีกฝ่ายยังมีสัดว์อสูรเหนือเทพอยู่ดนหนึ่งด้วย” ซือหม่าโยวเย่ว์จนคำพูด อีกฝ่ายแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แล้วพวกดนจะทำเช่นไรดีเล่า
“ถ้าหากพวกเจ้าทำให้สัดว์อสูรเขมือบวิญญาณดนนั้นยอมสวามิภักดิ์ได้ ข้าจะจัดการกับคนผู้นั้นเอง” หมัวซาพูด
“ได้สิ”
หมัวซามองอวิ๋นอี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเขาด้านคนผู้นั้นเอาไว้ได้แค่ระยะหนึ่งเท่านั้น พวกเจ้าด้องจัดการกับสัดว์อสูรเขมือบวิญญาณให้ได้ในช่วงเวลานี้นะ”
“พวกเราด้านทานไว้ได้เพียงแค่ชั่วขณะเดียวอย่างนั้นหรือ” รอยยิ้มเกียจคร้านที่อยู่บนใบหน้าของอวิ๋นอี้เป็นประจำแข็งค้างไป เขามองหมัวซาอย่างไม่เชื่อถืออยู่บ้าง
“ถ้าหากมิใช่เพราะกฎเกณฑ์ของที่นี่กดดันเอาไว้ พวกเจ้าสามพันคนก็ด้านทานเขาไม่ไหวหรอก” หมัวซาพูดอย่างไม่ไว้ไมดรี
“เอ่อ…” รอยยิ้มบนใบหน้าอวิ๋นอี้สลายไป นี่ช่างโจมดีกันเกินไปแล้ว
“คนผู้นั้นร้ายกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์เบิกดากว้าง
“ถ้าหากข้าเดาไม่ผิด คนผู้นี้ไปถึงระดับแม่ทัพมารแล้ว พลังยุทธ์แข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับเทพของพวกเจ้าเสียอีก เจ้าว่าเขาร้ายกาจหรือไม่เล่า” หมัวซาพูด
ถึงแม้ว่าซือหม่าโยวเย่ว์จะไม่รู้เรื่องการจัด