ใครกล้าแย่งชิง…”
นางมิได้เอ่ยวาจาที่เหลือออกมา แต่ศิลาค่ายกลในมือกลับแหลกลาญเป็นผุยผง พอนางปล่อยมือ ผงเหล่านั้นจึงร่วงหล่นลงสู่พื้น
“ไปเถิด กลับกันดีกว่า” นางขึ้นขี่บนหลังของสัตว์อสูรวิเศษแล้วออกไปจากหุบเขา
ที่อีกด้านหนึ่ง อูหลิงอวี่ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางหุบเขาอันเงียบสงบ ขุนเขาทอดตัวยาว ไม่รู้ว่าอยู่ในหุบเขาแห่งใด
ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็สั่นไหว พร้อมกับหัวเราะอย่างเย็นชาออกมา
“เป็นอะไรไปหรือ” กิเลนเพลิงถาม
“มีคนแตะต้องศิลาค่ายกลของข้าน่ะสิ” อูหลิงอวี่พูด
“ใครจะไปแตะต้องศิลาของท่านได้เล่า” กิเลนเพลิงรู้ว่าเขาจะต้องใส่สติรับรู้ของตนเอาไว้ในศิลาค่ายกลด้วย เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ แสดงว่าจะต้องมีคนแตะต้องอย่างแน่นอน
“ไป๋เวยเวย” อูหลิงอวี่พูด “ไม่ง่ายเลยกว่าจะเรียกตัวนารีทิพย์คนหนึ่งมาได้ เดิมทีคิดว่านางจะดีหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้ได้”
“ถึงแม้ว่าคนก่อนหน้านี้จะเกาะแกะจนน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่คนนี้ช่างดูจอมปลอมเหลือเกิน” กิเลนเพลิงวิจารณ์อย่างไม่เกรงใจ
“ถูกต้อง โยวโยวจริงใจที่สุด ไม่เสแสร้งเลยแม้แต่น้อย” อูหลิงอวี่พูด
กิเลนเพลิงกลอกตาใส่เขาคราหนึ่ง อะไรๆ นางก็ดีที่สุด เกิน