ั้นข้าก็จะอยู่ด้วยเช่นกัน ถ้าหากพวกเขาอยากไปจากที่นี่ ข้าก็จะจากไปด้วย” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ตลอดหลายปีมานี้พวกเราไม่เคยได้มีสภาพแวดล้อมที่สงบนิ่งสำหรับการฝึกยุทธ์เลย ถ้าหากเป็นไปได้ พวกเจ้าก็อยู่เสียที่นี่ สภาพแวดล้อมที่สงบนั้นเหมาะสมสำหรับการฝึกยุทธ์มากกว่านะ”
“ข้าก็ยังอยากอยู่กับเจ้าอยู่ดี” เจ้าอ้วนชวีพูด
ตลอดหลายปีมานี้เขาเห็นซือหม่าโยวเย่ว์เป็นเหมือนกับกระดูกสันหลังไปเสียแล้ว เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ไม่มีเธอ เขาก็รู้สึกว่าตนยังมิได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ดีพอ
“ถ้าหากเจ้าเลือกอยู่ที่นี่ต่อ พวกเราจะหาซื้อเรือนแถวนี้สักหลังก็ได้ ถ้าหากพวกเจ้าต้องการจะไป พวกเราก็จะจากไปพร้อมกับพวกเจ้าด้วย” เว่ยจือฉีพูด
ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ดูก่อนแล้วกันว่าเรื่องราวจะเป็นไปในทิศทางใด”
เวลาหนึ่งวันผ่านไปในชั่วพริบตา วันรุ่งขึ้น เมื่อแสงแห่งรุ่งอรุณสาดส่องลงมา ซือหม่าจวิ้นก็เดินออกมาจากในห้อง
ใบหน้าของเขาในตอนนี้ไม่มีความไร้เดียงสาอยู่อีกต่อไปแล้ว แววตาก็เหมือนกับคนปกติทั่วไป ดูเหมือนว่าจะหายดีแล้วจริงๆ
พอพวกซือหม่าหลินที่รอคอยอยู่ก่อนแล้วเห็นเขา ต่างพากันเข้ามาทำความเคารพ “คารวะท่านปู่เล็ก”
ซือหม่าจวิ้นทำหน้านิ่วแล้วกวาดสายตามองผู้คนในที่นั้นรอบหนึ่งก่อนจะถามว่า “เจ้าบ้าซือหม่าชางผู้นั้นเล่า”
“ท่านปู่เล็ก ท่านปู่ห้าไปยังปรโลกหลายปีแล้วขอรับ” ซือหม่าหลินพูด
“ตายแล้วหรือ” ซือหม่าจวิ้นจ