”
“เจ้าคำรามน้อยช่วยน่ะสิ” ซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยตอบ
พวกซือหม่าเลี่ยถามคำถามเธอมาตลอดทาง เธอได้เล่าเรื่องหลังจากที่พวกเขาจากมาให้ฟังอย่างคร่าวๆ เมื่อได้ยินว่าตระกูลน่าหลานและขุมอำนาจอื่นๆ พยายามจะแบ่งแยกตระกูลซือหม่า พวกเขาก็เดือดดาลไม่น้อย
ซือหม่าโยวเย่ว์ปลอบมิให้พวกเขาร้อนใจ หลังจากนั้นจึงเล่าว่าแก้ไขวิกฤติได้อย่างไร แต่มิได้พูดถึงเรื่องที่ตนสำเร็จเป็นนักฝึกสัตว์อสูร หากแต่บอกว่าให้เว่ยจือฉีช่วยติดต่อสมาคมนักฝึกสัตว์อสูรให้
“ลำบากเจ้าแล้ว…” ซือหม่าเลี่ยลูบศีรษะซือหม่าโยวเย่ว์พลางพูดขึ้น
ซือหม่าโยวเย่ว์ส่ายหน้าแล้วอมยิ้มเอ่ยว่า “นั่นคือบ้านของพวกเรา การปกป้องมันเอาไว้เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เป็นท่านปู่กับพี่ๆ ที่ปกป้องข้ามาโดยตลอด สิ่งที่ข้าทำได้ก็มีเพียงแค่ปกป้องให้บ้านของพวกเรายังคงอยู่เท่านั้น”
เมื่อเห็นรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าของซือหม่าโยวเย่ว์ ได้ยินความอบอุ่นในน้ำเสียงเธอยามเอ่ยถึงบ้านแล้วทุกคนก็เกิดความรู้สึกสับสนอยู่บ้าง ผู้ที่ตัดสินใจฆ่าอย่างเฉียบขาดเมื่อครู่หรือผู้ที่อ่อนโยนจิตใจดีผู้นี้กันแน่ที่เป็นตัวจริงของเธอ
ระหว่างที่คุยกัน พวกเขาก็มาถึงภูเขาด้านหลัง เมื่อนึกถึงว่าภายในทิวเขาอันใหญ่โตเช่นนี้ มีบุคคลระดับราชันวิญญาณขึ้นไปอาศัยอยู่ไม่รู้ตั้งมากมายเพียงใด สามารถเห็นพื้นฐานของขุมอำนาจชั้นหนึ่งได้จากที่นี่
ซือหม่าหลินไม่พูดอะไรตลอดทาง เพียงแต่ฟังซือหม่าโยวเย่ว์