ินซื้อของ ผลปรากฏว่าพวกเขาหยิบเอายาวิเศษหลายพันเม็ดรวมทั้งอาวุธวิญญาณกว่าร้อยชิ้นออกมาขาย”
“นี่ก็เท่ากับเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่เลยสินะ! นักหลอมยา นักหลอมวัตถุ และนักฝึกสัตว์อสูรจะไม่มีเงินได้อย่างไรกัน ช่างน่าขันเสียจริง!”
“ถึงจะน่าขันก็ห้ามหัวเราะ เพราะผู้ที่ถูกตบหน้าคือตระกูลซือหม่ากับตระกูลหั่ว ข้าเป็นห่วงว่าหากพวกเขาได้ยินเข้าก็จะฟาดเจ้าฉาดใหญ่แทนน่ะสิ”
“เออ…”
พวกซือหม่าโยวเย่ว์นั้นมิได้เริ่มต้นปลีกวิเวกกันจริงๆ หากแต่สังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวด้านล่างอยู่ที่ชั้นบน
“ผู้คนมากันมากมายจริงๆ เสียด้วย” เจ้าอ้วนชวีเบ้ปาก
“ก็ให้พนักงานรับหน้าไปเถิด” เว่ยจือฉีพูด
ถ้าหากพวกเขาโผล่หน้าไปตอนนี้ก็คงยากที่จะเลี่ยงมิให้ถูกผู้คนซักถาม พวกเขาคร้านจะไปรับมือด้วย
“ตอนนี้ทุกคนพากันคาดเดาไปว่าพวกเรามีผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งใหญ่โตอะไรอยู่ รออีกสิบวันให้หลังพอพวกเขารู้ว่าพวกเรามาจากอาณาจักรตงเฉิน ไม่รู้ว่าจะมีสีหน้าเช่นไรกันบ้าง”
“จะต้องอ้าปากค้างกว้างจนยัดกำปั้นเข้าไปได้อย่างแน่นอน!” เสี่ยวถูพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่รู้ว่าการทำเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือพวกท่านปู่ของเจ้าหรือไม่” เป่ยกงถังกังวลใจอยู่บ้าง
ซือหม่าโยวเย่ว์คิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “น่าจะส่งผลดีนะ พวกเจ้าไปพร้อมกันกับข้า ทั้งนักหลอมยา นักหลอมวัตถุ และนักฝึกสัตว์อสูร พวกเขาจะต้องไม่กล้าลงมือบุ่มบ่ามแน่”
“อืม เช่นนั้นพวกเรารอให้เว