ามาทำไมกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์ตกใจ
หมัวซาเหลือบมองเธอปราดหนึ่งแล้วพูดว่า “เดิมทีข้าเป็นคนในภพมาร สำหรับคนในด้านสว่างอย่างพวกเจ้าแล้วมันนับเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ของสิ่งนี้จะส่งเสริมข้าอย่างมหาศาลเลยทีเดียว”
“เหตุใดศิลาทมิฬนี่ถึงได้เย็นเฉียบเช่นนี้เล่า”
“ศิลาทมิฬนั้นหาได้ยากยิ่งในภพมารและพบปีศาจ โดยทั่วไปแล้วจะก่อตัวขึ้นในพื้นที่มหาสงครามโบราณเท่านั้น มันต้องใช้หยาดโลหิตของมนุษย์และสัตว์อสูรวิเศษในการหล่อเลี้ยงจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ย่อมต้องแฝงความเยียบเย็นเอาไว้อยู่แล้วล่ะ” หมัวซาพูด
ซือหม่าโยวเย่ว์ได้ฟังแล้วก็โยนศิลาทมิฬกลับลงกล่องไปโดยสัญชาตญาณ
“ของสิ่งนี้มีประโยชน์อันใดกับท่านหรือ”
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งหรอก” หมัวซาพูด “อย่าลืมลูกปัดแก้วผลึกของข้าล่ะ”
พอพูดจบเขาก็ม้วนศิลาทมิฬเก็บกลับเข้าไปในสร้อยข้อมือม่านถัว
ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูกล่องอันว่างเปล่าแล้วเก็บมันลงไปในแหวนเก็บวัตถุอย่างยอมรับชะตากรรม
“จริงๆ เลยนะ ไม่รู้ว่าท่านหรือข้ากันแน่ที่เป็นเจ้านาย”
งานประมูลเบื้องล่างยังคงดำเนินต่อไป สิ่งของประมูลห้าสิบชิ้นแรกน่าจะถูกคนที่ชั้นหนึ่งประมูลไปเกือบหมด ส่วนห้าสิบชิ้นหลังถึงจะมีคนบนชั้นสองประมูลบ้างประปราย
โดยทั่วไปแล้วคนที่ร่วมประมูลอยู่ในขณะนี้ล้วนเป็นผู้ที่มิได้มีความสนใจต่อสิ่งของหลายชิ้นในช่วงท้าย รู้ดีว่าตนสู้ผู้อื่นมิได้ มิสู้ประมูลสิ่งที่ตนถูกใจไปตั้งแต่ตอนนี้เสียยังดีกว่า
หลังจ