องหมดไปอยู่ดี
เธอหยุดลงแล้วหันไปดูสัตว์อสูรเหนือเทพค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ สองมือร่ายมนตร์อย่างรวดเร็ว ดาบเปลวอัคคีเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ
“พอกันที ข้าไม่หนีแล้ว!” ซือหม่าโยวเย่ว์กุมดาบเปลวอัคคีเอาไว้แล้วผสานเปลวเพลิงของเพลิงชาดเข้าไปในนั้น หลังจากนั้นจึงยกดาบขึ้นฟาดฟันไปทางสัตว์อสูรเหนือเทพ
สัตว์อสูรเหนือเทพย่อมต้องสัมผัสถึงอุณหภูมิของเพลิงชาดได้อยู่แล้ว เขาดีดตัวขึ้นไปด้านบน พายุหมุนก็ลอยเข้าใส่ซือหม่าโยวเย่ว์ ส่วนตัวเขายังคงอยู่ที่เดิม
“ควับ…”
ดาบเปลวอัคคีฟาดฟันพายุหมุนจนขาด แต่พายุหมุนนั้นก็ผสานตัวเข้าด้วยกันในทันที เธอหยิบดาบขึ้นมาต้านรับ แต่กลับถูกกลืนเข้าไปทั้งคนทั้งดาบ
เมื่อเข้าไปภายในพายุหมุน ซือหม่าโยวเย่ว์ก็รู้สึกว่าทั้งร่างถูกฉีกทึ้งอย่างรุนแรง รยางค์ทั้งสี่คล้ายกับถูกกระชากออก
มิอาจหายใจได้ เจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์กาย ทำให้เธอรู้สึกว่าใกล้ชิดกับความตายมากถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก
เธออยากเข้าไปในเจดีย์วิญญาณ แต่ทันใดนั้นก็พบว่าเจดีย์วิญญาณไร้ซึ่งการตอบรับ คล้ายกับว่าประตูทางเข้าถูกอุดเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น
“บ้าเอ๊ย!”
เธอก่นด่าอยู่ในใจ เธอพยายามรวบรวมปราณวิญญาณออกมาห่อหุ้มร่างของตนเองเอาไว้ เพื่อต้านทานแรงฉีกทึ้งมหาศาลนี้
สัตว์อสูรเหนือเทพคิดไม่ถึงว่าซือหม่าโยวเย่ว์จะต้านรับอยู่ในพายุหมุนได้เป็นเวลาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ นิ้วมือขวาทั้งห้านิ้วขยุ้มเข้าหากัน พายุหมุนก็ค่อยๆ