เห็นเพียงว่าเงาร่างมนุษย์นั้นเหินทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นพวกซือหม่าโยวเย่ว์ขี่สัตว์อสูรวิเศษวิ่งมาตั้งครึ่งค่อนวันจากเทือกเขาสั่วเฟยย่ากว่าจะมาถึงยังเมืองไตรวารี แต่พวกเขารู้สึกว่าดูเหมือนสัตว์อสูรเหนือเทพตนนี้จะมาถึงตรงหน้าทุกคนภายในเวลาไม่กี่อึดใจเท่านั้น
สัตว์อสูรเหนือเทพยืนอยู่กลางเวหาพลางก้มลงมองผู้คนบนกำแพงเมืองปราดหนึ่ง สายตาหยุดบนร่างของซือหม่าโยวเย่ว์อยู่ชั่วครู่ ในท้ายที่สุดจึงหยุดสายตาอยู่บนร่างของวังเหล่ย
วังเหล่ยรู้สึกถึงแรงกดดันที่กดบนร่างของตนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนขึ้นมาในทันใด เขารีบโคจรปราณวิญญาณในร่างกายเพื่อคลายแรงกดดันนี้ก่อนจะเอ่ยปากอย่างยากลำบากว่า “มิทราบว่าท่านมายังเมืองไตรวารีด้วยเรื่องอันใดหรือ”
“เจ้าก็คือเจ้าเมืองไตรวารีอย่างนั้นหรือ” สัตว์อสูรเหนือเทพเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทั้งยังแฝงไว้ด้วยการวางอำนาจ
“ใช่แล้ว” วังเหล่ยยอมรับ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามนุษย์อย่างพวกเจ้าก่อกรรมอันใดเอาไว้” สัตว์อสูรเหนือเทพเอ่ยอย่างเดือดดาล
วังเหล่ยมองสัตว์อสูรเหนือเทพ นัยน์ตาฉายแววไม่เข้าใจ พลางเอ่ยว่า “ข้าไม่ทราบเลยว่ามีใครไปทำให้ท่านขุ่นเคืองเช่นนี้ ขอท่านโปรดชี้แจงให้ชัดเจนด้วย”
สัตว์อสูรเหนือเทพมองวังเหล่ย แววตาเข้มขึ้น แรงกดดันทวีความรุนแรงขึ้น ถึงแม้ว่าวังเหล่ยจะพยายามฝืนไว้อย่างยากลำบาก ทว่าไม่เป็นผลแต่อย่างใด ขาข้างหนึ่งทรุดลงไป หยาดเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วไหลหยด