กระทั่งขุมอำนาจของพวกเขาก็ยังใหญ่โตกว่าของพวกเราที่นี่มากนัก”
“วัดจากอะไรหรือ”
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกพวกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าขุมอำนาจที่ดินแดนอี้หลินนั้นแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ มากมาย” ไป๋อวิ๋นฉีพูด “อาณาจักรอู๋กลางมีขุมอำนาจชั้นหนึ่งและสองอยู่มากที่สุด”
“เช่นนั้นตระกูลซือหม่า…”
“ก่อนหน้านี้ตระกูลซือหม่าเป็นขุมอำนาจชั้นหนึ่ง แต่หลายปีหลังๆ มานี้ตกต่ำลงไปอยู่บ้าง จึงมีแนวโน้มว่าจะตกไปเป็นขุมอำนาจชั้นสอง” ซุนลี่ลี่พูด “แต่เหมือนที่โบราณว่าไว้ อูฐที่ผอมตายย่อมใหญ่กว่าม้า ถึงแม้ว่าตระกูลซือหม่านั่นจะสู้ก่อนหน้านี้มิได้ แต่รากฐานก็ยังคงอยู่ มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสั่นคลอนได้ ดังนั้นข้าจึงบอกว่าถ้าหากตระกูลที่พวกเจ้าตามหาคือตระกูลซือหม่านั่น คู่ต่อสู้ของพวกเจ้าก็ยิ่งใหญ่มากเลยทีเดียว”
เมื่อได้ฟังคำพูดของซุนลี่ลี่ พวกซือหม่าโยวเย่ว์ต่างก็นิ่งเงียบไป
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่เทือกเขาสั่วเฟยย่า ไป๋อวิ๋นฉีเคยเล่าเรื่องการแบ่งขุมอำนาจออกเป็นระดับต่างๆ ให้พวกเขาฟังตอนอยู่ที่สั่วเฟยย่า เป็นขุมอำนาจชั้นหนึ่งได้ เช่นนั้นก็ต้องมีคนระดับจ้าววิญญาณอย่างน้อยยี่สิบคนขึ้นไป ราชันวิญญาณอย่างน้อยหนึ่งร้อยคน มีทรัพยากรในการฝึกยุทธ์มากมาย นอกจากนี้ยังมีขุมอำนาจที่พึ่งพาอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน
ถ้าหากเป็นตระกูลซือหม่าแห่งอาณาจักรอู๋กลางจริงๆ การที่เธอคิดจะช่วยเหลือพวกซือหม่าเลี่ยออกมาจากเงื้อมมือพวกเขาคงจะยากเย็นยิ่งน