วผ่องบริสุทธิ์ทั้งยังแฝงไว้ด้วยความไร้เดียงสา ดูแล้วอายุอานามน่าจะไล่เลี่ยกันกับพวกเขา
“คุณชายช่างโง่นัก ท่านใช้ค่ายกลนำส่งไปที่นั่นแล้วนายท่านกับฮูหยินจะไม่ทราบได้อย่างไรเล่า!” หลี่ซื่อเช็ดน้ำมูกแล้วพูดว่า “ท่านก้าวขาหน้าออกไป แค่ก้าวขาหลังตามฮูหยินก็ทราบแล้ว หลังจากนั้นเลยให้ข้ามารอท่านที่นี่ทุกวัน รอมาสองเดือนในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที ฮือๆๆ… คุณชาย คราวนี้ท่านต้องกลับไปกับข้าให้ได้เลยนะ มิฉะนั้นข้าจะหนีออกไปจากตระกูลแล้ว”
ซือหม่าโยวเย่ว์ได้ฟังคำพูดของหลี่ซื่อแล้วเห็นด้านที่คล้ายคลึงกันของเขากับไป๋อวิ๋นฉี จึงมองออกว่าสถานะในจวนเจ้าเมืองของเขาน่าจะมิได้เป็นเพียงคนรับใช้ธรรมดาๆ เท่านั้น
ไป๋อวิ๋นฉีลูบศีรษะหลี่ซื่อพลางเอ่ยว่า “เจ้าเด็กน้อยที่น่าสงสาร เดิมทีคราวนี้ข้าก็จะไปหาพวกท่านน้าเขยอยู่แล้ว จะไม่หนีแล้วล่ะ”
“จริงหรือ” หลี่ซื่อเงยหน้า ดวงตาเป็นประกายวิบวับ
“ไปกันเถิด ข้ายังมีเรื่องที่ต้องไปคุยกับท่านน้าเขยด้วย” ไป๋อวิ๋นฉีพูด
“ดีเลย พวกเราไปกันเถิด” หลี่ซื่อปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงที่หางตา ก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกไป
เมืองไตรวารีแห่งนี้และเมืองเหยียนเป็นเมืองที่อยู่ในบริเวณทิวเขาเหมือนกัน แต่มีขนาดแตกต่างกันลิบลับ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เมืองเหยียนยังมีขนาดไม่ถึงครึ่งของเมืองแห่งนี้เลยด้วยซ้ำ
พวกเขาเดินไปถึงทางเลี้ยวหนึ่งซึ่งมีรถเทียมสัตว์อสูรจอดอยู่หลายคัน ก็เห็นหลี่ซื่อพาคนเข้าไป