ราไม่เป็นไร ส่วนฉินอู่ผู้นี้ พวกโยวเย่ว์เป็นคนสังหารน่ะ…”
ไป๋อวิ๋นฉีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างง่ายๆ เมื่อได้รู้ว่าซือหม่าโยวเย่ว์อายุยังน้อยแต่เป็นระดับบรรพวิญญาณแล้ว นอกจากนี้ยังเอาชนะฉินอู่ผู้มีระดับขั้นสูงกว่าตนถึงสี่ขั้นได้อีกด้วย ก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเลย
แต่พวกเขาก็เชื่อว่าคนเหล่านั้นน่าจะมิใช่คนที่อีกฝ่ายส่งมา เพราะฉินอู่มีสถานะสำคัญในกลุ่มโอหัง ต่อให้คิดอยากได้ความไว้วางใจจากพวกไป๋อวิ๋นฉี ก็ไม่มีทางเอาชีวิตฉินอู่ได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลี่ขุยจึงประสานมือคารวะพวกซือหม่าโยวเย่ว์แล้วพูดอย่างซาบซึ้งว่า “ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยเหลือนายน้อยของพวกเรา”
“ท่านอาหลี่ไม่ต้องเกรงใจ พวกเรากับอวิ๋นฉีเป็นสหายกัน นอกจากนี้อีกฝ่ายยังคิดสังหารพวกเราอีกด้วย พวกเราก็แค่ป้องกันตัวเองเท่านั้นแหละ” เว่ยจือฉีพูดพลางโบกไม้โบกมือ
“ท่านอาหลี่ ท่านไม่ต้องเกรงใจพวกเขาหรอกน่า” ไป๋อวิ๋นฉีพูด “แทนที่จะมามัวเอ่ยคำพูดพวกนี้ มิสู้พวกเรากลับไปกันแล้วดื่มกับพวกเขาสักจอกหนึ่งดีกว่า จริงไหม จือฉี”
เว่ยจือฉีหัวเราะพลางพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่!”
“ท่านอาหลี่ จับจิ้งจอกม่วงนี่ได้แล้ว ภารกิจของพวกเราก็สำเร็จแล้วสิ จะกลับไปเมื่อใดหรือ ตอนนี้ข้าอยากดื่มกับพวกเขาสักจอกหนึ่งเหลือเกิน” ไป๋อวิ๋นฉีพูดพลางส่งจิ้งจอกม่วงให้กับหลี่ขุย
“วันนี้ยังหัววันอยู่เลย กลับไปรวบรวมสมาชิกเสร็จก็เตรียมตัวออกจากภูเขาได้แล้วล่ะ” หลี่ข