ันมาหลายวันไป๋อวิ๋นฉีจึงตัดสินใจจะทำเอกสารยืนยันตัวตนให้กับพวกเขา เป็นการยอมรับพวกเขาจากใจจริง
“เช่นนั้นก็รบกวนเจ้าหน่อยนะ” เว่ยจือฉีพูดอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ฮ่าๆ พอพวกเราไปถึงจวนเจ้าเมืองแล้วก็ดื่มกันสักจอกหนึ่งนะ” ไป๋อวิ๋นฉีเห็นพวกเขามิได้ตำหนิตนจึงหัวเราะเสียงดังแล้วเอ่ยขึ้น
“ไปกันเถิด พวกเราต้องไปถึงเมืองไตรวารีก่อนพระอาทิตย์ตก ถ้าหากปิดประตูเมืองแล้วก็ต้องรอจนถึงพรุ่งนี้จึงจะเข้าเมืองได้นะ” หลี่ขุยพูด
ซือหม่าโยวเย่ว์นึกขึ้นมาได้ว่าเจ้าคำรามน้อยยังอยู่ด้านหลังจึงหันไปทางเทือกเขาสั่วเฟยย่าแล้วผิวปากคราหนึ่ง
“เจ้าคำรามน้อยนี่ นานถึงเพียงนี้แล้วยังไม่โผล่ออกมาอีก มิใช่ว่าไปเกี้ยวพานสัตว์อสูรวิเศษที่ไหนอีกแล้วหรอกหรือ” ไป๋อวิ๋นฉีนึกขึ้นมาได้ว่าเห็นเจ้าคำรามน้อยไปเกี้ยวพานสัตว์อสูรวิเศษระหว่างทาง จึงอดเอ่ยแซวมิได้
ซือหม่าโยวเย่ว์ก็คิดเช่นเดียวกัน หลังจากเจ้าคำรามน้อยถูกเชียนอินทุบตีไปยกหนึ่งแล้วก็ยังเจ้าชู้ไม่เปลี่ยน นิสัยไปที่ไหนก็ไปเกี้ยวพานผู้อื่นที่นั่นทำให้เธอผู้เป็นเจ้านายขายหน้ามิใช่น้อย แต่ก็จนใจไม่รู้จะทำเช่นไร
ผ่านไปครู่ใหญ่ เงาร่างเล็กๆ ของเจ้าคำรามน้อยจึงค่อยโผล่ออกมาจากภูเขาแล้วพุ่งเข้าสู่อ้อมแขนของซือหม่าโยวเย่ว์
ซือหม่าโยวเย่ว์หิ้วคอมันขึ้นมา ยังไม่ทันเริ่มตำหนิ มันก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อนว่า “เย่ว์เย่ว์ คราวนี้ข้ามิได้ไปเกี้ยวพานสัตว์อสูรวิเศษนะ!”
ซือหม่าโยวเย่ว์ถลึงตาใส่