ือนกับที่เธอจินตนาการเอาไว้เลย เดิมทีคิดว่าจะมีการต่อสู้ยืดเยื้อเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะเอาชนะได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
“ข้าแพ้แล้ว” นัยน์ตาหม่นทะมึนทั้งคู่ของฉินอู่มีประกายหนาวเหน็บสายหนึ่งวาบผ่าน เขาเงยหน้ามองซือหม่าโยวเย่ว์แล้วเอ่ยว่า “หากเจ้าปล่อยข้าไป ก็ถือว่าเรื่องราวของพวกเราในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ข้าจะไม่พาคนของกลุ่มโอหังไปหาเรื่องพวกเจ้าอีกต่อไปแล้ว”
ซือหม่าโยวเย่ว์พ่นลมออกจากจมูกอย่างดูแคลนในคำพูดของเขา “ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกว่าเจ้าพอจะมีหัวคิดอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าจะเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมาได้ด้วย เจ้าบอกว่าเจ้าแก่แล้ว ข้าควรบอกว่าเจ้าไร้เดียงสาหรือโง่เง่ากันแน่เล่า คนใจแคบที่เอะอะนิดเดียวก็ต้องแก้แค้นอย่างเจ้า ข้าจะปล่อยเจ้าเอาไว้ให้มาหาเรื่องข้าอีกทำไมกัน คนฉลาดย่อมต้องตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลมสิ”
“พรืด…”
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ คนอื่นๆ ที่ดูการต่อสู้อยู่ล้วนพากันหัวเราะขึ้นมา โดยเฉพาะไป๋อวิ๋นฉี เพราะคำพูดที่ฉินอู่เพิ่งพูดกับเขาเมื่อครู่ ตอนนี้ถููกเธอนำมาตอกกลับใส่ฉินอู่ ทำให้เขาบันเทิงใจไม่น้อยเลย
พอฉินอู่ได้ฟังคำพูดของซือหม่าโยวเย่ว์แล้วสีหน้าก็เข้มขึ้น ก่อนจะขว้างอาวุธชิ้นหนึ่งใส่ซือหม่าโยวเย่ว์ในทันใดแล้วรีบถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว แต่เพิ่งเหินลอยออกไปได้ไม่กี่เมตร ตัวเขาก็ปะทะเข้ากับกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง
ฉินอู่มองกระบี่ที่ปักทะลุหัวใจเขาอย่างเหนือความคาดหมาย แล้วมองโอวหยางเฟยที่สีห