จากับตนจึงสนทนากับเธอด้วยเช่นกัน
“พูดเรื่องนี้ไปก็มีแต่น้ำตา!” ราชาสัตว์อสูรพูด “ข้าค้นพบตั้งเนิ่นนานมาแล้ว ตอนนั้นข้ายังมิได้มาถึงระดับสัตว์อสูรเทพเลย และยังมิได้เป็นราชาสัตว์อสูรด้วย มีครั้งหนึ่งถูกสัตว์อสูรวิเศษตนหนึ่งที่ระดับขั้นสูงกว่าข้าตามไล่ล่า ข้าจึงหนีมาจนถึงแถบนี้และได้ค้นพบว่ามิอาจออกไปได้อีกแล้ว สุดท้ายข้าเกือบถูกฆ่าตาย แต่เป็นคนในครอบครัวนั่นเองที่รีบมาช่วยเหลือข้า นับแต่ตอนนั้นมาข้าจึงเริ่มให้ความสนใจกับที่นี่ หลังจากนั้นข้าเดินทางไปยังสถานที่มากมาย และค้นพบว่ามีสิ่งกีดขวางชั้นนั้นอยู่ตลอด”
ซือหม่าโยวเย่ว์คิดไม่ถึงว่ามันก็เป็นสัตว์อสูรวิเศษที่ทรงปัญญาอีกตนหนึ่ง จึงพูดว่า “วันนี้เจ้าก็มาดูข่ายมนตร์เช่นกันสินะ”
“ข่ายมนตร์หรือ” ราชาสัตว์อสูรสะดุ้งคราหนึ่งแล้วถามขึ้น
ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้าแล้วพูดว่า “เจ้าคำรามน้อยบอกว่าที่นี่คือข่ายมนตร์ที่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเองตามธรรมชาติแล้วห่อหุ้มอาณาจักรตงเฉินเอาไว้ภายในพอดิบพอดี พวกเราออกไปไม่ได้ก็เพราะถูกข่ายมนตร์กักขังเอาไว้ เอ๊ะ ไม่ถูกต้องสิ!”
“อะไรไม่ถูกต้องหรือ” ราชาสัตว์อสูรเห็นซือหม่าโยวเย่ว์สงสัย ไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรไปเสียแล้ว
“มิได้บอกว่าหากไปถึงระดับราชันวิญญาณก็จะออกไปได้แล้วหรอกหรือ พลังยุทธ์ของสัตว์อสูรเทพขั้นหนึ่งก็เทียบได้กับระดับราชันวิญญาณแล้วมิใช่หรือ เช่นนั้นเหตุใดพวกเจ้าจึงออกไปมิได้เล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์