ล่ออกมา แล้วต่อมาก็หนีมาถึงอาณาจักรตงเฉิน ก็แค่นี้เอง” เป่ยกงถังเล่าเรื่องราวของตนจบภายในไม่กี่ประโยค แต่พวกเขากลับมองออกถึงความยากลำบากมากมายที่นางได้รับ
“ท่านแม่กับน้องชายเจ้ายังอยู่ในตระกูลหรือ” โอวหยางเฟยขมวดคิ้วถาม
เป่ยกงถังพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “ตระกูลของพวกเราเป็นตระกูลนักหลอมยา แต่พวกเขามิให้ข้ากับน้องชายข้าหลอมยาเลย ระดับขั้นการหลอมยาของท่านแม่ข้าก็ไม่เลวนัก แต่พลังยุทธ์ไม่แข็งแกร่ง พวกเขากักขังน้องชายข้ากับท่านแม่ข้าเอาไว้ ให้ท่านแม่ข้าหลอมยาให้กับพวกเขา ภายหลังข้าหนีออกมา ข้าได้บอกกับพวกน้องชายของข้าเอาไว้ว่าข้าจะต้องกลับไปช่วยพวกเขาให้จงได้”
เป่ยกงถังนึกถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ขึ้นมา มือก็กำเป็นหมัดแน่น
“เป่ยกง เจ้าวางใจเถิด ท่านป้ากับน้องชายจะต้องไม่เป็นไรแน่” ซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยปลอบ “แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เจ้าก็ศึกษาการหลอมยาได้นะ”
“โยวเย่ว์ ขอบคุณความหวังดีของเจ้ามาก แต่ข้าอยากทุ่มเทเวลาและความคิดจิตใจไปกับการฝึกยุทธ์มากกว่าน่ะ” เป่ยกงถังพูด
“ข้าให้เวลาเจ้าเพิ่มได้นะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ให้เวลาข้าเพิ่มหรือ”
ไม่เพียงแค่เป่ยกงถังเท่านั้น คนอื่นๆ ต่างก็พากันสงสัยเช่นกัน
“พวกเจ้าเพิ่งจะเข้ามา บางทีอาจจะมิได้สังเกตว่าการเคลื่อนตัวของเวลาที่นี่ไม่เหมือนกับข้างนอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ข้างนอกหนึ่งวัน เท่ากับสามวันของที่นี่”
“สามวัน!” ทั้งสี่คนร้องอุทานขึ้นมาพร้อมกัน
“ใช่แล้ว น