็ญกันให้ดีๆ เพื่อยกระดับพลังยุทธ์ของตัวเองก่อนนะ” เป่ยกงถังพูด “หากไม่มีอะไรแล้วข้ากลับห้องก่อนล่ะนะ”
“พวกเราก็จะกลับแล้วเช่นกัน” เจ้าอ้วนชวีพูด “ต่อจากนี้ไปข้าจะไม่เกียจคร้านอีกแล้ว ขอเพียงแค่มีเวลาก็จะฝึกยุทธ์ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเราจะถูกกักขังไว้ที่นี่ไปชั่วชีวิต”
เว่ยจือฉีก็ลุกขึ้นยืนเช่นกันพลางเอ่ยว่า “ข้าก็จะกลับแล้วเหมือนกัน”
ทั้งสามคนจากไป เหลือเพียงโอวหยางเฟยและซือหม่าโยวเย่ว์
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามิใช่คนอาณาจักรตงเฉิน” โอวหยางเฟยถามพลางมองซือหม่าโยวเย่ว์
“ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าเดาเอา” ซือหม่าโยวเย่ว์ยักไหล่ “ยังมีสัญชาตญาณด้วย โอวหยาง ไม่ว่าเจ้าประสบพบเจออะไรมา อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็อยู่ด้วยกัน เรื่องเหล่านั้นของเจ้า ถ้าอยากพูดก็พูดกับทุกคนได้เลย แต่ถ้าไม่อยากพูด ทุกคนก็ไม่มีทางทำตัวแปลกแยกหรือตำหนิเจ้าอย่างแน่นอน”
“ข้ารู้ แต่มีบางเรื่องที่หากพวกเจ้าไม่รู้จะดีกว่า” โอวหยางเฟยยืนขึ้น “ข้าจะกลับแล้วนะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองโอวหยางเฟยจากไปพลางลอบทอดถอนใจ ดูท่าทางเขากับเป่ยกงถังล้วนเป็นพวกมีความหลังฝังใจกันทั้งคู่! บวกกับชาติกำเนิดของตน ดูเหมือนว่าพวกเขากลุ่มนี้จะมีเพียงแค่เว่ยจือฉีกับเจ้าอ้วนชวีเท่านั้นที่มีความเป็นมาอันเรียบง่ายสักหน่อย
“เฮ้อ…” ซือหม่าโยวเย่ว์ถอนหายใจยาวแล้วปิดประตูลงก่อนจะหายตัวเข้าไปในมณีวิญญาณ
หมัวซาดูเหมือนกำลังคอยเธออยู่ เมื่อเห็นเธอจึงพูดว่า “ว