้ามีเวลาหนึ่งนาทีในการขำขันกับเรื่องนี้ ต่อจากนั้นพวกเราค่อยมาเริ่มต้นเข้าชั้นเรียนกัน” หลิงผิงพูดจบแล้วก็ก้มหน้าลงเปิดตำราของตน
ทั้งชั้นเรียนคุกรุ่นขึ้นมา คนอื่นๆ นอกจากซือหม่าโยวเย่ว์ล้วนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
พวกโอวหยางเฟยทั้งสี่คนล้วนมองมาทางซือหม่าโยวเย่ว์ ก็เห็นเธอฟุบอยู่บนโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก สีหน้าไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย จึงรู้ว่าเธอจะต้องรู้เรื่องนี้แล้วอย่างแน่นอน
“เจ้าไปร่ำลาอาจารย์เฟิงมาเมื่อวานใช่หรือไม่” เป่ยกงถังถาม
“อืม อาจารย์พ่อบอกว่าเกิดเรื่องขึ้นที่ตระกูลของเขา จึงต้องจากไปน่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์ลุกขึ้นนั่งพลางพูดขึ้น
พวกเป่ยกงถังล้วนรู้เรื่องที่ซือหม่าโยวเย่ว์เรียกเฟิงจือสิงว่าอาจารย์พ่อ ดังนั้นเรื่องที่เขาเรียกเธอไปร่ำลาจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
“ในเมื่อมีธุระจำเป็นต้องจากไป ในภายหน้าคงมีโอกาสได้พบกันอีก” เป่ยกงถังเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
ซือหม่าโยวเย่ว์หันหน้าไปมองเป่ยกงถังอย่างตกใจอยู่บ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่นางปลอบประโลมผู้อื่นเลยทีเดียว
“อืม ข้าเข้าใจ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เพียงแต่ว่าจากไปอย่างฉุกละหุกเหลือเกิน ข้าจำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัวสักหน่อยน่ะ ขอบใจเจ้ามากนะ ข้าไม่เป็นไรหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์ตบหน้าตัวเองเบาๆ แล้วพูดพลางฝืนยิ้มออกมา
ผ่านไปหนึ่งนาที หลิงผิงจึงเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า “พวกเราเริ่มต้นบทเรียนวันนี้…”
หลังเลิกเรียน กลุ่มของซือหม่าโยวเย่ว์ก็ตร