กหน้า เห็นเจ้าคนผู้นี้นั่งอยู่อย่างเกียจคร้าน งอขาข้างหนึ่งแล้วพาดแขนไว้ข้างบนพร้อมกับใช้ฝ่ามือรองศีรษะเอาไว้ มิได้บำเพ็ญอยู่แต่อย่างใด จึงเอ่ยถามว่า “เหตุใดท่านจึงไม่ฝึกยุทธ์เล่า”
“พอใช้ได้แล้วละ” หมัวซาสะบัดแขนเสื้อ
“จริงหรือ เช่นนั้นพวกเราก็ไปหลอมยากันตอนนี้เลยดีกว่า” ซือหม่าโยวเย่ว์ยืนขึ้นพูด
“เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องกลับไปรับสัมผัสสิ่งที่เจ้าเพิ่งหยั่งรู้มาสักหน่อยหนึ่งก่อน” หมัวซาพูด
ซือหม่าโยวเย่ว์สะดุ้งคราหนึ่ง เจ้าคนผู้นี้รู้ได้อย่างไรกัน
“รอมาหลายวันถึงเพียงนี้แล้ว ไม่ต้องรีบร้อนกับเวลาเพียงแค่นี้หรอก” หมัวซาในฐานะคนที่ผ่านมาก่อนย่อมรู้ดีว่าโอกาสนั้นช่างน้อยนิด
ซือหม่าโยวเย่ว์คิดดูแล้วก็เห็นจริงว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหลอมยาในตอนนี้ เธอพยักหน้าแล้วกลับลงไปนั่งใหม่พลางพูดว่า “เช่นนั้นก็ดีเลย คืนนี้ไม่ไปหลอมยาแล้ว ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
หมัวซาเห็นเธอหลับตาลงอีกครั้งแล้วไม่พูดอะไรอีก จ้องมองเธอต่อไป
ใบหน้าที่อยู่ใต้เงามืดเล็กน้อยให้เห็นเค้าความงามล่มบ้านล่มเมือง แต่เพราะแหวนมนตร์บนนิ้วแสดงให้เห็นรูปลักษณ์ของบุรุษ ทำให้ความงามล้ำเลิศนั้นเบาบางลงไปเล็กน้อย
เมื่อนึกถึงว่าเธอศึกษาเคล็ดควบคุมสัตว์อสูรสำเร็จด้วยตนเองโดยปราศจากคนชี้แนะ ทั้งยังหลอมยาได้ไม่ถึงปีก็สำเร็จเป็นนักหลอมยาขั้นสอง หรือแม้กระทั่งปรมาจารย์ค่ายกลที่ลำบากยากเย็นที่สุด เธอก็ยังรับสัมผัสห้วงมิติได้อย่างรวด