เจ็บอย่างไรมู่หรงอานก็มิได้มาเหลียวแลตนเลย ที่แท้ก็มาอยู่กับสือมั่วลี่แล้วจริงๆ เช่นนั้นที่เล่าลือกันเรื่องข่าวดีของทั้งสองก็เป็นเรื่องจริงแล้วสินะ
“หลานเอ๋อร์ สงวนท่าทีด้วย” น่าหลานเหอมองมู่หรงอานผ่านๆ ปราดหนึ่งแล้วพูดกับน่าหลานหลาน
“ข้าทราบเจ้าค่ะท่านพ่อ” น่าหลานหลานสูดหายใจเข้าปากลึก ข่มกลั้นโทสะภายในใจกลับลงไป
ซือหม่าโยวเย่ว์มองพวกน่าหลานหลานเข้านั่งประจำที่ นางนั่งอยู่ตรงตำแหน่งที่นั่งริมสุดพอดี ข้างๆ ก็คือมู่หรงอาน
มู่หรงอานกำลังเย้าแหย่สือมั่วลี่อย่างเบิกบานใจ เมื่อรู้สึกได้ว่าข้างกายมีคนนั่งลงมา จึงหันไปมองปราดหนึ่งโดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย เขาก็ตะลึงงันไปในทันใด
น่าหลานหลานสัมผัสสายตาของมู่หรงอานได้ จึงหันหน้ามายิ้มจางๆ “คุณชายมู่หรง ไม่พบกันนานเลยนะ”
“แค่กๆ ไม่พบกันนานเลย” มู่หรงอานตกใจกับรอยยิ้มนั้นของน่าหลานหลานจนหัวใจสั่นสะท้าน หลังจากพูดอย่างเคอะเขินประโยคหนึ่งแล้วก็หันหน้ากลับมา ไม่มองนางอีกต่อไป
“คุณหนูน่าหลาน ไม่พบกันเสียนาน” สือมั่วลี่ยิ้มทักทายน่าหลานหลาน “ได้ยินท่านพ่อพูดว่าก่อนหน้านี้ท่านไปยังเทือกเขาผู่สั่วแล้วได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้หายดีแล้วหรือ”
น่าหลานหลานมองสือมั่วลี่คล้องแขนมู่หรงอานด้วยสายตาเยียบเย็น มุมปากยกยิ้มพลางเอ่ยว่า “ขอบคุณคุณหนูสือมากที่ใส่ใจ ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว ถึงอย่างไรตระกูลน่าหลานของพวกเราก็ทุ่มเทค่าใช้จ่ายไปมากมายถึงเพียงนั