เย่ว์เป็นสตรีมาตลอดสิบกว่าปี เห็นได้ว่าจวนแม่ทัพรักษาความลับเรื่องนี้เอาไว้เป็นอย่างดี ถ้าหากโยวเย่ว์อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ก็ต้องพูดออกไปแล้ว ที่นางไม่บอกแสดงว่าต้องมีเหตุผลอันใดอยู่อย่างแน่นอน”
“อืม พวกเจ้าพูดได้ถูกต้อง พวกเราอย่าเพิ่งพูดออกไปเลยจะดีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากกับนาง” เจ้าอ้วนชวีพยักหน้าเห็นด้วย “แต่ว่าโยวเย่ว์เป็นถึงปรมาจารย์วิญญาณขั้นห้าแล้ว ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ”
“จริงด้วย” โอวหยางเฟยพยักหน้า
พวกเขาสนทนากันอยู่ที่ปากถ้ำ ผ่านไปครู่หนึ่งเป่ยกงถังจึงแจ้งพวกเขาจากด้านในว่าทำเสร็จเรียบร้อย เข้ามาได้แล้ว
พอพวกเจ้าอ้วนชวีเข้าไปก็เห็นซือหม่าโยวเย่ว์นอนอยู่บนเตียง แก้มขวาถูกบาดเป็นแผลยาวเพราะขูดกับก้อนหินตอนต่อสู้ หลังจากชำระล้างคราบเลือดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เด่นสะดุดตายิ่งกว่าเดิม
“โยวเย่ว์ อาการบาดเจ็บของเจ้า…” เว่ยจือฉีเอ่ยถาม
“ไม่เป็นไรหรอก นอนพักสักสองวันก็หายแล้วล่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ข้าหมายถึงบาดแผลบนหน้าเจ้า พอถึงเวลาแล้วจะกลายเป็นแผลเป็นหรือไม่” เว่ยจือฉีพูด
ถ้าหากเป็นบุรุษคงจะไม่เป็นไร แต่อิสตรีให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์มากกว่า สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งแล้วหากใบหน้าถูกทำลายก็ไม่ต่างอะไรกับการทำให้สูญเสียพลังยุทธ์เลย
ซือหม่าโยวเย่ว์กะพริบตา เข้าใจความหมายในคำพูดของเว่ยจือฉี จึงเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรหรอก พอกลับไปแล้วข้าทาขี้ผึ้งขจัดรอยแผลเป็นสักระยะหนึ่งก็หายดีแล้ว