คำรามน้อยกระซิบกระซาบกันอยู่ข้างหูตนไม่หยุดหย่อนจนรู้สึกว่าหัวสมองแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ลืมตาไม่ขึ้น
“รอข้าฟื้นแล้วค่อยจัดการกับพวกเจ้า!” ซือหม่าโยวเย่ว์อดคิดไม่ได้
ถึงแม้ว่าจะลืมตาไม่ขึ้น แต่สติรับรู้ของเธอกลับกระจ่างชัดอย่างยิ่ง เส้นประสาทในร่างกายก็ไวต่อการรับสัมผัสอย่างที่สุด ทำให้ความเจ็บปวดทุกบริเวณทั่วทั้งร่างกายทวีคูณขึ้นหลายเท่า
ในขณะที่เธอรู้สึกว่าตนเองแทบจะหมดสติไปอีกครั้งเพราะความเจ็บปวดนั้นเอง กลิ่นอายเยียบเย็นดุจน้ำแข็งขุมหนึ่งก็พุ่งขึ้นมาจากจุดตันเถียนแล้วโคจรไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
ความเจ็บปวดอันร้อนรุ่มค่อยๆ บรรเทาเบาบางลงตามการเคลื่อนตัวของกลิ่นอายขุมนั้นแล้วหายลับไปในท้ายที่สุด
หลังจากที่กลิ่นอายขุมนั้นเคลื่อนตัวไปหลายรอบแล้วก็หยุดลงที่บริเวณจุดตันเถียนก่อนจะนิ่งสงบลงไป
ซือหม่าโยวเย่ว์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เธอไม่เห็นเงาร่างของพวกเจ้าคำรามน้อยเลย คาดว่าพอเห็นเธอไม่เป็นไรก็คงออกไปวิ่งเล่นกันเสียแล้ว
“เจ้านาย ท่านฟื้นแล้ว” ย่ากวงเห็นซือหม่าโยวเย่ว์ฟื้นขึ้นมา จึงพูดอย่างตื่นเต้น
ซือหม่าโยวเย่ว์ลุกขึ้นนั่ง ที่เห็นเป็นคนแรกสุดกลับมิใช่ย่ากวง แต่กลับเป็นหมัวซาที่นั่งอยู่ข้างๆ
เจ้าคนผู้นี้ออกมาได้อย่างไรกัน
เธอถูหน้าผากพลางพูดว่า “ย่ากวง ข้าหมดสติไปนานเพียงใดกันหรือ”
“ระยะเวลาที่หมดสติไปไม่นานนักหรอก ไม่ถึงครึ่งวันก็ได้สติกลับคืนมาแล้ว แต่หลังจากที่ไ