ด้สติกลับคืนมาท่านก็หลับอยู่นานถึงสองวันครึ่ง ดังนั้นพอนับรวมๆกันแล้วก็ผ่านไปถึงสามวันเลยทีเดียว” ย่ากวงเอ่ยตอบจากอีกฟากหนึ่ง
“สามวันเลยหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์มองย่ากวงอย่างตกใจ เมื่อแน่ใจว่ามันมิได้พูดเกินจริงแล้วในใจก็กระซิบไม่หยุดว่าตนรู้สึกเหมือนผ่านไปเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น แต่เหตุใดจึงนานถึงสามวันได้เล่า
ในขณะนี้เอง เธอจึงค่อยสังเกตมือของตัวเองที่เรียบเนียนไร้ซึ่งรอยแผลเหมือนก่อนหน้านี้ทุกประการ
เธอจำได้ว่าตอนที่เตาหลอมยาระเบิดนั้นเศษชิ้นส่วนที่ลอยกระเด็นได้บาดถูกหลังมือของเธอจนกลายเป็นบาดแผลยาวเส้นหนึ่ง แต่เหตุใดตอนนี้จึงไม่มีแล้วเล่า
“หายดีแล้วล่ะ” หมัวซาเอ่ยปากพูดในทันใด
ซือหม่าโยวเย่ว์เบนสายตาไปทางหมัวซาอย่างประหลาดใจ ประโยคนั้นของเขาหมายความว่าบาดแผลที่หลังมือเธอหายดีแล้วอย่างนั้นหรือ
“ประหลาดใจมากสินะ” หมัวซามองซือหม่าโยวเย่ว์ “ไม่ใช่เพียงแค่บาดแผลบนมือเท่านั้นหรอกนะ แต่บาดแผลบริเวณอื่นๆ บนร่างกายเจ้าก็หายดีหมดแล้วเช่นกัน”
ซือหม่าโยวเย่ว์ลูบบาดแผลบนร่างกายตนแล้วปรากฏว่าไม่มีความรู้สึกอีกแล้วจริงๆ เสียด้วย
“เป็น… เป็นไปได้อย่างไรกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์ซ่อนความประหลาดใจเอาไว้ไม่ได้ จึงมองหมัวซาแล้วถามว่า “ท่านเป็นผู้รักษาบาดแผลให้ข้าหรือ”
หมัวซาส่ายหน้าแล้วพูดว่า “เป็นตัวเจ้าเองนั่นแหละ”
“ข้าหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ชี้ตนเองอย่างสงสัย เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของหมัวซาเลย
“เจ้