ข้าจึงคิดว่าในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ลงมือจัดการเรื่องนี้เองเสียเลยก็แล้วกัน ไม่รู้ว่าพอกริชเล่มนี้ของข้าปาดลงไปแล้วหัวของนางจะยังตั้งอยู่บนคอได้อีกหรือไม่”
“วางมือซะ!” ผู้อำนวยการเห็นกริชของซือหม่าโยวเย่ว์ขยับจึงรีบเอ่ยห้าม
“เหตุใดข้าจึงต้องวางมือด้วยเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์มองผู้อำนวยการอย่างเย้ยหยัน “นักเรียนตั้งมากมายถึงเพียงนี้ล้วนได้ยินเสียงสนทนาระหว่างเหอชิวจือและน่าหลานหลานกันหมดแล้ว แต่ท่านก็ยังบอกว่านั่นมิใช่นางอยู่ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากข้าสังหารนางแล้วก็พูดได้เหมือนกันว่าข้ามิได้เป็นคนลงมือ จากนั้นข้าเชื่อว่าจวนแม่ทัพก็ยังมีความสามารถที่จะทำให้ทุกคนปิดปากเงียบไม่เอ่ยวาจาได้อยู่แล้ว”
“เจ้า…” ผู้อำนวยการเห็นกริชของซือหม่าโยวเย่ว์บาดคอของน่าหลานหลานจนมีรอยเลือดสายหนึ่งไหลออกมาจึงคิดจะเข้าไปจับพวกนางแยกออกจากกัน แต่กลับถูกเฟิงจือสิงขวางเอาไว้
คนทั้งสองปะทะกันสองกระบวนท่า หลังจากนั้นก็แยกออกจากกัน ผู้อำนวยการมองเฟิงจือสิงแล้วตะคอกว่า “อาจารย์เฟิง นี่เจ้าทำอะไรกัน! เจ้ามาขวางข้าเพราะอยากให้ซือหม่าโยวเย่ว์สังหารน่าหลานหลานหรืออย่างไร”
เฟิงจือสิงยืนอยู่ตรงหน้าซือหม่าโยวเย่ว์พลางมองผู้อำนวยการแล้วพูดว่า “ข้ารู้สึกว่าโยวเย่ว์พูดไม่ผิด ในเมื่อท่านปฏิเสธที่จะให้ความเป็นธรรมกับลูกศิษย์ของข้า เช่นนั้นก็ให้นางจัดการเองเสียดีกว่า รอให้นางจัดการเสร็จแล้วข้าค่อยมาลงโทษนางก็ได้”
ซือหม่าโยวเย