่อไปอีกก็คงไม่ได้ใจความอันใดขึ้นมาหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์ยักไหล่ หลังจากนั้นก็มองมู่หรงอานพลางเอ่ยว่า “มู่หรงอาน เจ้าน่ะน่ารังเกียจยิ่งกว่าคนพวกนั้นเสียอีก เพราะไม่มีสิ่งใดน่ารังเกียจไปกว่าสุนัขที่หลงตัวเอง!”
ความเคลื่อนไหวทางนี้ดึงดูดคนเข้ามาไม่น้อย เมื่อได้ยินคำพูดของซือหม่าโยวเย่ว์ ทุกคนต่างก็พากันทอดถอนใจ
ซือหม่าโยวเย่ว์ผู้นี้พูดจาเช่นนี้กับมู่หรงอานตั้งแต่เมื่อใดกัน!
“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถูกด่าว่าเป็นสุนัขต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ แล้วอีกฝ่ายยังเป็นแค่คนไร้ค่า จึงทำให้เพลิงโทสะในใจของเขาลุกโชนขึ้นมา
“เดิมทีก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว!” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “วันนี้ข้าไม่ได้มาหาเจ้าหรอกนะ เจ้าเปิดปากมาก็ถามข้าเลยว่าข้ามาหาเจ้าทำไม หากนี่ไม่ใช่ความหลงตัวเองแล้วคืออะไรกันเล่า หรือจะบอกว่าเจ้าพ่ายแพ้ให้แก่รูปโฉมอันงดงามของคุณชายเช่นข้า จึงคาดหวังว่าคุณชายเช่นข้าจะมาหาเจ้า มากระเซ้าเย้าแหย่เจ้าอย่างนั้นหรือ”
“พูดจาเหลวไหล!” มู่หรงอานรีบปฏิเสธทันควัน
“พูดจาเหลวไหลหรือไม่ ข้าก็คร้านจะมาถกเถียงกับเจ้า” ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นเจ้าอ้วนชวีพาเฟิงจือสิงมาแล้ว พร้อมกันนั้นยังมีผู้อำนวยการผู้เตี้ยตันผู้นั้นมาด้วย เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้วจึงพูดว่า “น่าหลานหลาน วันนี้ข้ามาหาเจ้านั่นแหละ”
“มาหาข้าหรือ” น่าหลานหลานได้ยินซือหม่าโยวเย่ว์พูดเช่นนี้แล้วหัวใจก็หยุดเต้นไปชั่วครู่โดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็นึกขึ้นมาได้