ช่างเป็นแววตาที่เฉียบคมเหลือเกิน!
ซือหม่าโยวเย่ว์ถูกชายหนุ่มผู้นั้นมองปราดหนึ่งแล้วรู้สึกว่าตนคล้ายต้องมนตร์สะกดอย่างไรอย่างนั้น
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขายังร้ายกาจกว่าอูหลิงอวี่ที่ฟื้นฟูพลังยุทธ์แล้วตั้งไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า!
ซือหม่าโยวเย่ว์สงบจิตสงบใจแล้วหยิบค้อนทุบลงไปบนศิลาวิญญาณครั้งแล้วครั้งเล่าพลางเอ่ยว่า “ข้าก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต แต่ข้าฟังจากสิ่งที่ท่านพูดเมื่อครู่นี้ ท่านไม่ใช่มนุษย์อย่างนั้นหรือ”
“เฮอะ ข้าเป็นถึงเผ่ามารอันสูงส่ง จะเป็นเผ่ามนุษย์ต่ำต้อยอย่างพวกเจ้าไปได้อย่างไรกัน!” ชายหนุ่มพูด
“เผ่ามารหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์หยิบศิลาวิญญาณขึ้นมาแล้วยืนขึ้นก่อนจะมองขึ้นลงประเมินเขารอบหนึ่งแล้วพูดว่า “สารรูปที่มนุษย์ก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิงอย่างท่าน ดูแล้วไม่เหมือนมนุษย์หรอก แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเผ่ามารตนหนึ่งไปเสียได้ แต่เผ่ามารมาแฝงตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน แล้วยังร่อนเร่มาถึงที่นี่อีกต่างหาก”
“เฮอะ!” ชายหนุ่มฟังแววเสียดสีในคำพูดของซือหม่าโยวเย่ว์ออก จึงหันหน้าหนีไปอีกทางหนึ่ง
“ท่านชื่ออะไรหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
ไม่สนใจเลย…
“ถึงอย่างไรข้าก็มิอาจเรียกท่านว่านี่ๆๆ ไปได้ตลอดหรอกนะ หรือจะให้ข้าตั้งชื่อท่านว่าหมาน้อยแมวน้อยอย่างนั้นหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
ชายหนุ่มเบ้ปากแล้วพูดว่า “หมัวซา”